ปัจจุบันโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ซึ่งเป็นโครงการร่วมลงทุน รัฐ – เอกชน หรือ PPP (Public Private Partnership) ได้เซ็นสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชนแล้ว 4 โครงการ ได้แก่ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 และโครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ในส่วนของท่าเทียบเรือ F โดยมีมูลค่าลงทุนรวมสูงถึง 654,921 ล้านบาท เป็นการลงทุนภาคเอกชน 416,080 ล้านบาท (ร้อยละ 64) และเป็นการลงทุนของภาครัฐ 238,841 ล้านบาท (ร้อยละ 36) โดยภาคเอกชนจะให้ผลตอบแทนภาครัฐ 440,193 ล้านบาท และรัฐได้ผลตอบแทนสุทธิ 210,352 ล้านบาท

 ทั้งนี้ ถือเป็นผลสำเร็จครั้งสำคัญของอีอีซี ที่ได้ขับเคลื่อนการลงทุนเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ทำให้เกิดผลประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนคนไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่เพื่อการลงทุนของประเทศ ภายใต้หลักคิด 4 ประการ ได้แก่

1 ประเทศไทยก้าวไปสู่การพึ่งพาตนเอง

การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลักในอีอีซีครั้งนี้ ไม่พึ่งพิงเงินกู้จากต่างประเทศต่างจากอดีตที่ผ่านมา ที่การลงทุนต้องกู้เงินต่างประเทศมาทำโครงการ อันจะทำให้เกิดภาระทางการคลังในระยะยาวที่ต้องทยอยชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเงินกู้

2 เอกชนไทย ธุรกิจไทย แข็งแรง ร่วมกระบวนการพัฒนาประเทศได้

ความร่วมมือภาครัฐและเอกชนแบบลงตัว สะท้อนถึงภาคเอกชนไทยมีความแข็งแกร่งเป็นแกนหลักนำพันธมิตรบริษัทต่างชาติ มาร่วมทำงานให้คนไทยด้วยกัน แนวทางใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ คือ การใช้บริษัทไทย ใช้คนไทย และใช้เงินไทยในการลงทุนที่จะสร้างงานและเงินหมุนเวียนในประเทศ เกิดการทวีคูณต่อระบบเศรษฐกิจ (Multiplier effect) เพิ่มขึ้นหลายเท่ากว่ามูลค่าการลงทุน 6 แสนล้านบาท เกิดการสร้างงาน และสร้างรายได้ให้กับบริษัทไทย รายใหญ่และรายเล็ก รวมทั้งระดับชุมชน นอกจากนั้นยังสร้างรายได้จากภาษี โดยเฉพาะภาษีทางอ้อมจำนวนมาก

3 รัฐไม่ต้องใช้งบประมาณ และได้ผลตอบแทนสุทธิสูงถึง 2 แสนล้านบาท

สินทรัพย์ที่นำมาดำเนินการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยบริหารร่วมกับเอกชนถือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม เกิดมูลค่าลงทุนมากกว่า 650,000 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลประหยัดงบประมาณของประเทศ และยังสร้างรายได้สุทธิให้กับภาครัฐ เป็นมูลค่าปัจจุบันมากกว่า 200,000 ล้านบาท

4 เอกชนร่วมเสี่ยงกับภาครัฐ คือการสร้างมั่นใจในอนาคตของประเทศ

การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลักในอีอีซีทั้ง 4 โครงการ ที่เป็นการร่วมทุน รูปแบบ PPP แสดงให้เห็นว่า รัฐ-เอกชน สามารถร่วมมือกันสร้างประโยชน์ให้กับประเทศได้ และการที่เอกชนมั่นใจนำเงินมาลงทุน ร่วมเสี่ยงกับรัฐบาล คือการการันตีความร่วมมือกันอย่างมั่นใจในอนาคต ทำให้ประเทศไทย กำลังก้าวสู่การสร้างอนาคตใหม่ร่วมกันทั้งประเทศ รัฐ – เอกชน และประชาชน ให้แก่คนไทยทุกอย่างยั่งยืน

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

*