พลัส พร็อพเพอร์ตี้การผ่อนคลายมาตรการ LTV เป็นปัจจัยบวกช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาฯทุกช่วงราคาทั้งบ้านใหม่และบ้านมือสอง รวมถึงกระตุ้นกำลังซื้อของกลุ่มนักลงทุนให้ตัดสินใจเร็วขึ้น เผยผลสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยครึ่งปีแรก พบคอนโดฯราคาไม่เกิน 10 ล้านบาทกระแสตอบรับยังดี มีอัตราขายเฉลี่ย 67.5% ส่วนบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมราคาไม่เกิน 10 ล้านและราคา 10 ล้านบาทขึ้นไปมีอัตราขายได้ใกล้เคียงกันกว่า 50%

นางสาวสมสกุล หลิมศุทธพรรณ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจและบริหารสินทรัพย์ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า การผ่อนคลายมาตรการให้เพดานอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV ratio) เป็น 100% สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเป็นการชั่วคราวของธนาคารแห่งประเทศไทย สำหรับสัญญาเงินกู้ที่ทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 ประกอบกับสัญญาณบวกเรื่องการเปิดประเทศและแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ประเมินว่าจะช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้ในทุกระดับราคาให้ค่อยๆ ฟื้นตัว

“การปลดล็อกมาตรการ LTV ใหม่นี้ จะส่งผลดีต่อที่อยู่อาศัยในทุกระดับราคา ทั้งโครงการมือหนึ่งและมือสอง โดยจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของกลุ่มเรียลดีมานด์ที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง รวมทั้งกลุ่มนักลงทุนที่มีกำลังซื้อให้ตัดสินใจง่ายขึ้น โดยเฉพาะในตลาดคอนโดฯ เนื่องจากปัจจุบันมีราคาถูกลงจากโปรโมชั่นพิเศษ ดังนั้นหากซื้อเก็บไว้เป็นสินทรัพย์ และรอจังหวะตให้ลาดกลับมาฟื้นตัวในอนาคต ก็จะได้ราคาที่เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับนักลงทุนปล่อยเช่า ราคาค่าเช่าในทำเลดีๆ ก็จะเพิ่มขึ้นด้วย ทำให้ได้ผลตอบแทนในเปอร์เซ็นที่สูงขึ้น”

ทั้งนี้จากการสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยในช่วงครึ่งปีแรก 2564 ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล โดยฝ่ายวิจัยและพัฒนาของพลัสฯ พบว่า คอนโดมิเนียมมีจำนวนอุปทานเปิดใหม่ทั้งสิ้น 10,018 ยูนิต ลดลง 38% จากครึ่งปีหลัง 2563 โดยห้องชุดระดับราคา 40,000 – 90,000 บาทต่อตารางเมตรยังคงมีสัดส่วนมากที่สุด 44% นอกจากนี้ยังมีอุปทานใหม่ระดับราคาต่ำกว่า 40,000 บาทต่อตารางเมตรและระดับราคาสูงกว่า 150,000 บาทต่อตารางเมตรเปิดตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีหลัง 2563 แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการเน้นจับกลุ่มผู้บริโภคที่หลากหลายมากขึ้นในปีนี้

ส่วนอัตราการขายเฉลี่ยจากโครงการที่สำรวจทั้งโครงการเปิดตัวใหม่และโครงการที่อยู่ระหว่างการขายอยู่ที่ 67% จากจำนวนยูนิตทั้งหมด 180,261 ยูนิต จำแนกออกเป็นยอดขายจากกลุ่มสินค้าราคาไม่เกิน 10 ล้านบาท 68% จากจำนวนโครงการที่อยู่ระหว่างการขายประมาณ166,315 ยูนิต ส่วนกลุ่มสินค้าราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไปที่มีจำนวนโครงการที่อยู่ระหว่างการขาย 13,946 ยูนิต มีอัตราขายอยู่ที่ 60.5%

โดยกลุ่มสินค้าบ้านเดี่ยวมีจำนวนอุปทานเปิดใหม่ทั้งหมด 2,561 ยูนิต ลดลง 46% จากช่วงครึ่งปีหลัง 2563 สัดส่วนระดับราคาที่เปิดตัวมากที่สุดคือ 5-8 ล้านบาท ต่างจากปีก่อนที่เน้นเปิดโครงการระดับบน ขณะที่อัตราการขายเฉลี่ยจากโครงการที่ทำการสำรวจทั้งโครงการเปิดตัวใหม่และโครงการที่อยู่ระหว่างการขายอยู่ที่ 57% จากจำนวนทั้งหมด 44,693 ยูนิต โดยหากจำแนกตามกลุ่มหลักเกณฑ์ LTV เดิมที่ประกาศใช้ พบว่ากลุ่มบ้านเดี่ยวราคาไม่เกิน 10 ล้านบาท มีจำนวนโครงการที่อยู่ระหว่างการขายจำนวน 33,846 ยูนิต มีอัตราขาย 56.7% ส่วนกลุ่มราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป มีจำนวนโครงการที่อยู่ระหว่างการขาย 10,847 ยูนิต และมีอัตราขาย 58.1%

ขณะที่สินค้าทาวน์โฮม มีจำนวนยูนิตเปิดใหม่ลดลงมากที่สุดเมื่อเทียบกับบ้านเดี่ยวและคอนโดฯ โดยมีโครงการเปิดใหม่ทั้งสิ้น 5,462 ยูนิต ลดลง 58% จากครึ่งปีหลัง 2563 ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 4-5 ล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนอุปทานเปิดใหม่ประมาณ 80% มาตั้งแต่ปี 2561

ส่วนอัตราการขายเฉลี่ยจากโครงการทาวน์โฮมที่สำรวจทั้งโครงการเปิดตัวใหม่และโครงการที่อยู่ระหว่างการขายอยู่ที่ 53% จากจำนวนทั้งหมด 80,452 ยูนิต โดยทาวน์โฮมในพื้นที่รถไฟฟ้าสายสีเหลืองโซนตะวันออกมีความต้องการซื้อมากที่สุด เนื่องจากเป็นบริเวณที่ใกล้เคียงกับแหล่งงาน มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบและเดินทางเข้าเมืองโดยรถยนต์สะดวก โดย กลุ่มราคาทาวน์โฮมไม่เกิน 10 ล้านบาท มีจำนวนโครงการที่อยู่ระหว่างการขาย 80,197 ยูนิต มีอัตราขาย 53.4% ส่วนกลุ่มราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป มีจำนวน 255 ยูนิต และมีอัตราขาย 49.8%

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

*