ดูโฮม ปรับแผนรับเศรษฐกิจขาลง รุกขยายแบรนด์ Dohome To GO ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุค4.0 ปักหมุดพื้นที่บริการในโมเดิร์นเทรด  ไฮเปอร์มาร์เก็ต ทั่วกทม.-ปริมณฑล ตั้งเป้า 10 สาขาในปี62 และ 90 สาขาในปี64 ประกาศเตรียมขายIPO วันที่6 ส.ค.62 นี้  หวังนำเงินขยายสาขา พัฒนาระบบIT ใช้หนี้และเป็นเงินทุนหมุนเวียน
นายอดิศักดิ์ ตั้งมิตรประชา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือ DOHOME ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง และให้บริการด้านวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ตกแต่งบ้านแบบครบวงจรในรูปแบบโมเดิร์นเทรด เปิดเผยถึง ภาพรวมธุรกิจในช่วงครึ่งปีแรก 2562ที่ผ่านมาว่า ยังเติบโตได้ดีแม้เศรษฐกิจภาพใหญ่ดูเหมือนจะชะลอตัว เนื่องจากตลาดวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน จัดอยู่ในสินค้าประเภทจำเป็นต้องใช้ทั้งที่อยู่อาศัยใหม่และที่อยู่อาศัยเดิมที่จำเป็นต้องมีการรักษาตามสภาวะเวลาที่เปลี่ยนไป และแม้ว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยของประชากรต่อปี (CAGR) จะลดลง แต่จำนวนที่อยู่อาศัยของประเทศไทยในระหว่างปี 2551-2560 กลับมีอัตราที่เพิ่มขึ้นที่ 2.5% และคาดว่าปีนี้ก็ยังมีอัตราการขยายตัวที่ต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคมีความเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ที่จำนวนครอบครัวขนาดเล็กเพิ่มขึ้น สอดรับกับความต้องการที่อยู่อาศัยก็มากขึ้นตามไปด้วย ดูโฮมฯ ในฐานะผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจมายาวนาน และมีความพร้อมที่จะปรับตัวในการดำเนินธุรกิจให้รับกับความต้องการของผู้บริโภคอยู่เสมอ เล็งเห็นว่าหากจะตอบโจทย์ความต้องการและความสะดวกสบาย ของผู้บริโภคใจกลางเมืองยุค4.0  ในการจัดหาวัสดุอุปกรณ์เรื่องบ้าน  ที่สามารถดูแลซ่อมแซมด้วยตนเองได้ในเบื้องต้น

จึงได้ขยายฐานดูโฮมฯด้วยการเปิดสาขาขนาดเล็ก พื้นที่ประมาณ 300-1,000 ตารางเมตร ภายใต้แบรนด์ Dohome To GO” โดยเน้นเปิดให้บริการในพื้นที่โมเดิร์นเทรด (Modern Trade) เช่น แมคโคร และ ไฮเปอร์มาร์เก็ต (Hypermarket) เช่น บิ๊กซี และเทสโก้โลตัส  ที่มีสาขากระจายในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล รวมกว่า 300-400 สาขา ซึ่งในเบื้องต้นจะเน้นการเปิดสาขาในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล เป็นหลัก ปัจจุบันเปิดตัวไปแล้ว 2 สาขา ได้แก่ สาขาแมคโคร จรัญสนิทวงศ์ ที่เพิ่งเปิดไปเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา และล่าสุดสาขาที่ 2 ในแมคโคร สาทร ที่เปิดในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม  โดยตั้งเป้าเปิดสาขา Dohome To Go ภายในปี 2562 จำนวน 10 สาขา และเพิ่มเป็น 90 สาขา ภายในปี 2564

ด้านนายภูธดา ธีรเวชชการ รองผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายปฏิบัติการ DOHOME กล่าวถึงภาพรวมการชะลอตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปัจจุบันว่า ไม่กระทบกับยอดขายมากนัก เพราะกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีบ้านอยู่แล้ว มีการซ่อมแซมและตกแต่งบ้าน ซึ่งยังมีความต้องการซื้อวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในการซ่อมแซมและตกแต่งอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดซ่อมแซมบ้านยังคงเห็นการเติบโตที่ดีอยู่ ส่วนการแข่งขันในตลาดของธุรกิจที่คล้ายคลึงกับบริษัทนั้นมองว่าแข่งขันไม่รุนแรง โดยที่ทำเลที่ตั้งสาขา กลุ่มลูกค้า และสินค้าที่ขายของร้านค้าคู่แข่งมีลักษณะที่แตกต่างกันในบางหมวดหมู่ ทำให้การแข่งขันในธุรกิจไม่รุนแรง

สำหรับการลงทุนขยายสาขา Dohome To Go นั้นเพื่อที่จะทำให้สาขาของดูโฮมสามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น และสร้างการรับรู้แบรนด์ดูโฮมเพิ่มขึ้น โดยที่บริษัทจะขยายไปยังสาขาที่มีชุมชนอยู่เป็นจำนวนมาก และจะต้องมีค่าเช่าจะอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านบาท/สาขา หรือเฉลี่ย 6,000 บาท/ตารางเมตร โดยสินค้าที่นำมาขายในสาขา Dohome To Go จะเป็นสินค้าในกลุ่มซ่อมแซมและตกแต่งเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ลูกค้าที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯและปริมณฑลมีความต้องการซื้อมากที่สุด จากสินค้าที่มีทั้งหมด 3 กลุ่ม คือ กลุ่มซ่อมแซม กลุ่มตกแต่ง และกลุ่มวัสดุก่อสร้าง โดยกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ลูกค้าที่สนใจสามารถสั่งซื้อได้  ซึ่งมีให้บริการที่ครบวงจรกับลูกค้าผ่านเครือข่ายสาขาของดูโฮมที่มีอยู่ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังมีสินค้าเฮาส์แบรนด์ของดูโฮมที่จะนำมาเสนอให้กับลูกค้าในสาขาของ Dohome To Go ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ลูกค้าจะได้ซื้อสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม โดยปัจจุบันกลุ่มลูกค้าของบริษัทแบ่งออกเป็น กลุ่มลูกค้าทั่วไปกว่า 50% กลุ่มลูกค้าช่าง 25% กลุ่มลูกค้าประเภทร้านค้าช่วง 16% และที่เหลือเป็นกลุ่มลูกค้าราชการ

ด้านยอดขายในปี 2562 บริษัทฯมั่นใจว่า จะเห็นการเติบโตขึ้นจากปีก่อนที่ยอดขายทรงตัวอยู่ที่ 18,500  ล้านบาท ซึ่งมาจากการขยายสาขาที่เพิ่มขึ้นและกระจายไปในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลที่ช่วยให้เข้าถึงลูกค้าในพื้นที่ต่างๆเพิ่มมากขึ้น ผ่านการขยายสาขาขนาดเล็กของ Dohome To Go ที่บริษัทตั้งเป้ายอดขายไม่ต่ำกว่า 80,000 บาท/ตารางเมตร/ปี ซึ่งจะเข้ามาช่วยสนับสนุนยอดขายในภาพรวมของดูโฮม จากเดิมที่บริษัทมีสาขาขนาดใหญ่ของดูโฮมที่เปิดให้บริการแล้ว 9 สาขา ได้แก่ อุบลราชธานี นครราชสีมา รังสิต ขอนแก่น อุดรธานี พระราม 2 บางบัวทอง เชียงใหม่ และบางนา โดยมีพื้นที่ขายและคลังสินค้า 35,000-65,000 ตารางเมตร/สาขา และในปี 2564 จะขยายสาขาดูโฮม เพิ่มเป็น 16 สาขา

ส่วนการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนครั้งแรก (IPO) ของ DOHOME ที่จะเสนอขายจำนวน จำนวน 465,040,000 หุ้น ได้กำหนดราคาเสนอขายที่ 7.80 บาท/หุ้น พร้อมกับกำหนดระยะเวลาจองซื้อระหว่างวันที่ 25-26 และ 30-31 กรกฎาคม 2562 โดยาดว่าจะเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันที่ 6 สิงหาคม 2562นี้  ซึ่งบริษัทฯจะนำเงินที่ได้จากการขาย IPO ไปใช้ลงทุนขยายสาขา ,รองรับการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการของบริษัท ,ชำระเงินกู้สถาบันการเงิน และภาระหนี้อื่นๆ รวมไปถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

*