ศุภาลัยฯมั่นใจคอนโดฯริมน้ำ ออกแบบรับมือน้ำท่วมได้แน่ ระบุหากรัฐควบคุมสถานการณ์ติดเชื้อโควิด-19 ได้ ส่งสัญญาณบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจ เห็นชอบหากคลังขยายเพดานปรับลดภาษีโอนจดจำนองที่ระดับ 0.01% เป็นที่อยู่อาศัยมูลค่าไม่เกิน 5ล้านบาท ช่วยชนชั้นกลางมีที่อยู่อาศัยได้มากถึง 60%  เผยไตรมาส 4/64 นี้จ่อผุด 15 โครงการ ใหม่ รวมมูลค่า 17,350 ล้านบาท ด้าน“ศุภาลัย ริวา แกรนด์”ยอดขายพุ่งแล้ว 5,450 ล้านบาท คิดเป็น 80%  มั่นใจปี64 กวาดยอดขายได้ 27,000 ล้านบาท รายได้ 28,000 ล้านบาท ตามเป้าที่วางไว้
นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม
นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI เปิดเผยว่า จากอุทกภัยน้ำท่วมในหลายจังหวัด และทำให้พื้นที่กรุงเทพฯต้องระวังมวลน้ำที่จะไหลลงมาด้วย โดยเฉพาะคอนโดฯริมแม่น้ำเจ้าพระยานั้น มองว่าที่ผ่านมาบริษัทฯได้มีการพิจารณาขั้นตอนการออกแบบคอนโดฯริมแม่น้ำเจ้าพระยามาอย่างดี และสถานการณ์เมื่อเทียบกับอุทกภัยปี 2554 ถือว่ายังห่างไกลกันลิบลับ เพราะขณะนี้ยังเหลือระยะที่น้ำจะท่วมขึ้นมาได้อีกประมาณ 2.50 เมตร แต่บริษัทฯก็ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท คอยเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา จึงเชื่อว่าไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

สำหรับโดยภาพรวมแล้วขณะนี้ต้องการให้โควิด-19 หมดไปจากประเทศไทยให้เร็วที่สุด ซึ่งการที่รัฐบาลประกาศผ่อนคลายล็อกดาวน์ ก็ถือเป็นสัญญาณบวกเช่นกัน เพราะเริ่มเห็นตัวเลขการติดเชื้อโควิด-19 ลดน้อยลง หากควบคุมสถานการณ์ติดเชื้อลงได้อย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจโดยรวมอย่างแน่นอน และหวังว่าจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป

ส่วนกรณีที่มีข่าวว่ากระทรวงการคลังอยู่ในระหว่างการพิจารณากระตุ้นภาคธุรกิจอสังหาฯด้วยการขยายเพดานมาตรการปรับลดภาษีโอนและจดจำนองที่ระดับ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยมูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาท เป็นระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาทนั้น มองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะช่วยชนชั้นกลางให้มีที่อยู่อาศัยได้มากถึงสัดส่วน 60%  หากดำเนินการได้ก็จะเป็นมาตรการที่สมเหตุสมผล ช่วยเหลือได้ถูกที่ถูกทาง รวมไปถึงช่วยเพิ่มมูลค่าให้ตลาดได้  เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าธุรกิจอสังหาฯเป็นตลาดที่มี Price Market สูง และจะส่งผลบวกต่อธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องได้

 อีกทั้งการที่ภาครัฐมีแผนที่จะเปิด “กรุงเทพฯ แซนด์บ็อกซ์” (Bangkok Sandbox)ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 นี้ มองว่าหากดำเนินการโดยระมัดระวัง และมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีและเห็นด้วยกับแนวทางการค่อยๆเปิดประประเทศ ซึ่งหากสัดส่วนลูกค้าชาวต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนในประเทศได้ ก็จะทำให้ภาคอสังหาฯฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

“ปีนี้เป็นปีที่เป็น 1 ในความท้ายทายมากที่สุด ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดที่ผ่านมาแล้ว และมีแนวโน้มที่จะดีขึ้น นั่นหมายถึงว่าจะทำให้ความเชื่อมั่นของลูกค้ากลับมาด้วย โดยที่ผ่านมาตลาดแนวราบยังมียอดขายที่ดี ส่วนตลาดคอนโดฯก็มีแนวโน้มที่จะกลับมาฟื้นตัว แต่ยังไม่ใช่เซกเมนต์ระดับบนที่ยังโอเวอร์ซัพพลายอยู่”นายไตรเตชะ กล่าว

สำหรับในไตรมาส 4/2564 นี้บริษัทฯมีแผนจะเปิดตัวใหม่ทั้งสิ้น 15 โครงการ รวมมูลค่าโครงการ 17,350 (จากแผนทั้งปีที่จะเปิดตัว 31 โครงการ รวมมูลค่า 34,000 ล้านบาท ครอบคลุมกทม.-ปริมณฑลและภูมิภาค) แบ่งเป็นแนวราบ 11 โครงการ มูลค่า 11,610 ล้านบาท และคอนโดฯ 4 โครงการ  มูลค่า 5,740 ล้านบาท โดยส่วนหนึ่งเป็นโครงการที่เลื่อนมาจากไตรมาส 3/2564 ที่ประสบปัญหาจากมาตรการปิดแคมป์คนงานและไซต์งานก่อสร้าง 30 วัน

 อย่างไรก็ตามในปีนี้ได้ตั้งเป้าซื้อที่ดินไว้ที่ 8,000 ล้านบาท แต่ที่ผ่านมายังใช้งบซื้อไม่ถึงจำนวนดังกล่าว ถือเป็นตัวเลขการซื้อที่ดินที่มากกว่าปี 2563 ที่ผ่านมา แต่ก็ยังน้อยกว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เพราะราคาที่ดินไม่ค่อยลดลงมากนัก แต่ก็มีบ้างในบางดีลที่เจ้าของที่ดินมีความต้องการที่จะขายที่ดินอย่างเร่งด่วน ส่วนการแข่งขันในการซื้อที่ดินในปีนี้ถือว่าน้อยกว่าที่ผ่านมา เนื่องจากไม่สามารถสร้างมูลค่า (Value) ได้เหมือนเดิม แต่หากได้ที่ดินมาในราคาที่สมเหตุสมผลบริษัทก็พร้อมที่จะซื้อแน่นอน

นายไตรเตชะ กล่าวเพิ่มเติมว่า  แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ในปัจจุบันยังไม่คลี่คลาย 100%  แต่ยังเป็นตัวกระตุ้นให้ลูกค้าที่ต้องการที่อยู่อาศัย (Real Demand) ตัดสินใจซื้อและโอนกรรมสิทธิ์อย่างต่อเนื่องทั้งโครงการแนวราบและคอนโดมิเนียม มาจากเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติสินเชื่อที่มีความรัดกุม และโปรโมชั่นส่งเสริมการขายที่น่าสนใจของอสังหาริมทรัพย์ โดยปัจจุบันบริษัทฯ มียอดขาย 9 เดือนของปี 2564 อยู่ที่ 17,553 ล้านบาท อีกทั้งบริษัทฯ ยังเดินหน้าส่งมอบโครงการคอนโดมิเนียม สร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ ตรงตามแผนที่วางไว้ จำนวน 4 โครงการ คือ ศุภาลัย ริวา แกรนด์ ศุภาลัย พรีเมียร์ เจริญนคร ศุภาลัย เวอเรนด้า สถานีภาษีเจริญ และศุภาลัย โอเรียนทัล สุขุมวิท 39 ที่มีการโอนกรรมสิทธ์อย่างต่อเนื่องจากปี 2563 โดยที่ผ่านมาได้รับสัญญาณบวกจากลูกค้าที่ตอบรับ นัดหมายเข้าตรวจรับห้องชุดตามกำหนดเวลา

 สำหรับคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จ พร้อมเข้าอยู่  ในทำเลที่หายาก ราคาคุ้มค่า อย่าง “ศุภาลัย ริวา แกรนด์” ตั้งอยู่บนพื้นที่ 11 ไร่  พัฒนาในรูปแบบของชุดพักอาศัย 3 อาคาร ประกอบด้วย อาคาร A สูง 37 ชั้น อาคาร B และ C สูง 36 ชั้น (รวมดาดฟ้า)  มีห้องพัก 706 ยูนิต ร้านค้า 14 ยูนิต  ห้องพักอาศัยมีตั้งแต่แบบ 1 – 3 ห้องนอน และ Penthouse 4 ห้องนอน ขนาด 53.5 – 433 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นที่ 4.59  ล้านบาท  มูลค่าโครงการ 6,800 ล้านบาท เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ศุภาลัยภาคภูมิใจ เพราะเป็นโครงการคอนโดมิเนียมที่ตั้งอยู่ในทำเล Second to none ของกรุงเทพฯ  และอยู่ริมแม่น้ำที่ทำเลวิวสวยงามบนโค้งแม่น้ำเจ้าพระยา  ทั้งนี้โครงการ ศุภาลัย ริวา แกรนด์ ปัจจุบันมียอดขาย 5,450 ล้านบาท คิดเป็น 80%  และบริษัทมั่นใจว่าทั้งปี 2564 จะสามารถทำยอดขายได้ 27,000 ล้านบาท และยอดรายได้ 28,000 ล้านบาท ตามเป้าที่วางไว้

นายกิตติพงษ์  ศิริลักษณ์ตระกูล

ด้านนายกิตติพงษ์  ศิริลักษณ์ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการ สายงานก่อสร้างอาคารสูง บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI  กล่าวถึงประสบการณ์การก่อสร้างอาคารสูงของบริษัทฯ  ตลอดระยะเวลากว่า  32  ปีที่ผ่านมาว่า  ได้สร้างสรรค์โครงการอาคารสูงเกือบ  200  อาคารทั่วประเทศ  โดยมีโครงการคอนโดมิเนียม  ริมแม่น้ำ  กว่า  5 โครงการ บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นสร้างสรรค์โครงการพร้อมทั้งควบคุม กำกับดูแลงานก่อสร้างให้เป็นไปตามคุณภาพมาตรฐานสากล ISO 9001 : 2015 พร้อมส่งมอบโครงการ “ศุภาลัย ริวา แกรนด์” บนโค้งน้ำที่สวยงามของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเป็นหนึ่งในโครงการริมแม่น้ำ ที่ได้พันธมิตรธุรกิจ บริษัท ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัทผู้รับเหมางานก่อสร้างที่มีความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในงานก่อสร้างมาอย่างยาวนาน โดยบริษัทฯ คำนึงถึงการบริการที่เป็นเลิศในทุก Customer Touchpoints

สำหรับงานก่อสร้างโครงการศุภาลัย ริวา แกรนด์ บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับงานโครงสร้างที่มั่นคง แข็งแรง เน้นระบบป้องกันดินพังด้วย SHEET PILE รวมถึงมีการนำ LOW HEAT CONCRETE ซึ่งเป็นคอนกรีตชนิดพิเศษ นำมาใช้สำหรับงานก่อสร้างฐานราก เพื่อให้เหมาะสมกับขนาดฐานรากขนาดใหญ่และการรับน้ำหนักของอาคารมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น อีกทั้งจากการวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า จึงเกิดนวัตกรรมการออกแบบให้มีลักษณะ (Slim Shape) เพิ่มพื้นที่ใช้สอยและสามารถตกแต่งภายในได้สวยงามลงตัว และยังมีความแข็งแรง ใช้ CONCRETE HIGH STRENGH ในเสาอาคารให้รับน้ำหนักได้เหมาะสมกับรูปแบบเสาอาคาร ตลอดจน CONCRETE POST TENSION 2 DAY เพื่อให้การก่อสร้างโครงการทำได้รวดเร็ว ลดการรบกวนข้างเคียง

ด้านงานก่อสร้างสถาปัตยกรรมของตัวอาคารที่มีความโค้งมน มีการใช้ผนังสำเร็จรูปแผ่น PRECAST แบบโค้ง เพื่อให้ตัวอาคารโค้ง มน เรียบ สวยงาม รวมทั้งเลือกใช้ท่อระบบสุขาภิบาล PPR สำหรับน้ำอุปโภคบริโภคภายในโครงการ ซึ่งเป็นท่อส่งน้ำที่สะอาดถูกสุขอนามัย ไม่เป็นสนิม เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้ใช้น้ำที่สะอาด ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสุขภาพ อายุการใช้งานยาวนาน

“จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา สำหรับงานก่อสร้างอาคารสูง ถึงแม้จะได้รับผลกระทบมาต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทฯ ได้จัดเตรียมมาตรการป้องกัน และดูแลผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนให้พร้อมที่จะผ่านพ้นสถานการณ์ในครั้งนี้ และสามารถ “เติบโตไปด้วยกัน” อีกทั้งให้ความสำคัญในการจัดการกับของเสีย หรือ Waste Management” ในกระบวนการก่อสร้าง ตลอดจนการดูแลคุณภาพชีวิตคนงานก่อสร้าง ให้มีรายได้เสริม เช่น การนำวัสดุที่เหลือจากงานก่อสร้าง มาผลิตเป็น “กระเป๋าสาน” จากสายพลาสติกรัดอิฐมวลเบา ทำให้คนงานก่อสร้างมีอาชีพเสริม และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ การคัดแยกเศษขยะในการอยู่อาศัยภายในแคมป์ออกเป็น 7 ประเภท แล้วนำไปขาย ซึ่งก่อให้เกิดรายได้ ทำให้ปริมาณและค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะลดลง” นายกิตติพงษ์ กล่าวในที่สุด

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

*