ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์
กล่าวว่า ผลการสำรวจภาคสนามตลาดที่อยู่อาศัยใน 27 จังหวัดที่สำคัญในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา  มีความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนของอุปทานที่อยู่อาศัยใหม่ ที่มีจำนวนแค่ 29,775 ยูนิตเท่านั้น ลดลง 32% คิดเป็นมูลค่า 118,667 ล้านบาท ลดลง 37.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 เนื่องจากได้รับผลกระทบจจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ค่อนข้างรุนแรงต่อเนื่องและยังไม่มีความชัดเจนว่าจะยุติลงเมื่อไร ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ และภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยทั้งประเทศ

โดยเฉพาะอุปทานของอาคารชุดที่มีการชะลอตัวลงมากกว่าบ้านจัดสรร โดยมีการเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่ในพื้นที่ 27 จังหวัดจำนวน 8,769 ยูนิตลดลง 46% คิดเป็นมูลค่ารวม 28,918 ล้านบาท ลดลง 53.3% ขณะที่บ้านจัดสรรเปิดตัวใหม่มีจำนวน 21,006 ยูนิต  ลดลง 23.9%  มูลค่ารวม 89,749 ล้านบาท ลดลง29.6%  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563

ทั้งนี้การปรับตัวที่ลดลงของอุปทานที่อยู่อาศัยเข้าใหม่ ส่งผลให้ในพื้นที่ 27จังหวัด มีสินค้าเปิดขายอยู่ในตลาดช่วงครึ่งแรกประมาณ 328,657 ยูนิต  ลดลง 5.7% มูลค่ารวม 1,446,276 ล้านบาท ลดลง 6.4%  ซึ่งแสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์การปรับตัวของผู้ประกอบการที่ลดจำนวการเปิดตัวโครงการใหม่เข้ามาในตลาด แต่หันไปเน้นการระบายสินค้าเดิมที่มีอยู่ออกไป เพื่อสร้างสภาพคล่องให้กับบริษัท

ขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ต้องการจะซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ รวมถึงบ้านหลังที่สอง หรือซื้อเพื่อการลงทุนมีการชะลอตัวลงเช่นกัน โดยพบว่าในช่วงครึ่งแรก มีจำนวนที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่ประมาณ 45,895 ยูนิต ลดลง 14.3% คิดเป็นมูลค่า 195,803 ล้านบาท ลดง 14.7%  แบ่งเป็นบ้านจัดสรร 27,489 ยูนิต มูลค่า 124,219 ล้านบาท อาคารชุด 18,406 ยูนิต มูลค่า 71,583 ล้านบาท

แม้ยอดขายใหม่จะมีจำนวนลดลง แต่ผลจากอุปทานใหม่ที่เข้ามาในตลาดน้อยลง ส่งผลให้จำนวนสินค้าเหลือขายลดลงตามไปด้วย โดยในครึ่งแรกปี 2564 มีที่อยู่อาศัยเหลือขายจำนวน 282,762 ยูนิต ลดลง 4.1% คิดเป็นมูลค่า 1,250,473 ล้านบาท ลดลง 4.9%

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

*