ในยุคนี้คนหนุ่มสาววัยทำงาน ทั้ง Gen X หรือ Gen Y ที่เพิ่งเรียนจบทำงานได้แค่ 3-5 ปี หากต้องการซื้อที่อยู่อาศัยสำหรับตัวเองโดยที่ต้องพึ่งพาเงินกู้จากสถาบันการเงิน คงหนีไม่พ้น “คอนโดฯ” เพราะราคาขายต่อยูนิต ถือว่าถูกที่สุดในตลาดตอนนี้   ราคายูนิตละ 1-2 ล้านบาทยังพอหาได้ในตลาด

โดยเฉพาะในช่วงจังหวะเวลานี้ มีสินค้าคอนโดฯพร้อมขายและพร้อมอยู่ให้เลือกหลากหลายทำเลและหลายราคาแถมมีโปรโมชั่นเด็ดๆให้คนซื้อได้ตัดสินใจเลือกซือด้วย

แต่การเลือกซื้อคอนโดฯดีๆ สักยูนิตไม่ใช่เรื่องง่าย ยังมีหลายปัจจัยที่ต้องนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจซื้อ

เลือก“ทำเลคอนโดฯ”แบบไหนดี
คอนโดฯ ทำเลในเมือง ติดรถไฟฟ้า หรือแนวรถไฟฟ้า ถือเป็นคอนโดทำเลในฝันที่ใครๆก็อยากจับจองเป็นเจ้าของ เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวันครบทุกอย่าง ทั้งการเดินทางที่มีทั้งรถไฟฟ้า BTS และ MRT อยู่ใกล้ที่ทำงาน ใกล้แหล่งช้อปปิ้ง แฮงเอาท์ และใกล้แหล่งอาหารการกิน แต่คอนโดฯในทำเลดังกล่าว คงไกลเกินเอื้อมสำหรับวัยเริ่มต้นทำงาน เพราะราคาขายเริ่มต้น 2 ล้านปลายๆ แทบจะหาไม่เจอในตลาด

แต่ปัจจุบันการขยายตัวของเมืองได้ขยับออกไปยังพื้นที่ชั้นนอกและพื้นที่ชานเมืองมากขึ้นตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายใหม่ทั้งที่เปิดให้บริการแล้วอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งปีนี้จะมีแนวเส้นทางรถไฟฟ้าเปิดให้บริการมากถึง 6 สายจากปัจจุบันที่เปิดวิ่งอยู่ 5 สาย คือสายสีเขียว สีน้ำเงิน แอร์พอร์ตลิงก์ สายสีม่วง และสายสีทอง ส่วนช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้จะเปิดสายสีแดงเพิ่มอีก 1สาย รวมระยะทาง 211 กิโลเมตร

ดังนั้นคอนโดฯที่ใช่สำหรับคนวัยทำงาน อาจจะไม่ใช่คอนโดฯในเมือง ที่อยู่ติดสถานีรถไฟฟ้ารัศมีไม่เกิน 300 เมตร แต่อาจจะอยู่ติด “ถนนใหญ่” หรือใกล้ทางด่วน แม้ในทำเลย่านนั้นจะไม่มีรถไฟฟ้าวิ่งผ่าน แต่ก็มีรถโดยสารประจำทางหรือบริการขนส่งอื่นๆ รองรับ ที่สำคัญมีความปลอดภัยระดับหนึ่งแม้จะต้องกลับบ้านดึกๆ

คอนโดฯในซอย ในรัศมีไม่เกิน 1-2 กิโลเมตรจากสถานีรถไฟฟ้า ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะแม้จะตั้งอยู่ในซอยแต่สามารถเดินทางไปทำงานโดยใช้บริการรถไฟฟ้าได้ ขณะที่ความสะดวกสบายในการเดินทางอาจจะไม่เทียบเท่ากับคอนโดฯที่ติดสถานีรถไฟฟ้าหรือติดถนนใหญ่ แต่เมื่อเทียบราคาขายห้องชุดต่อตารางเมตรถือว่าถูกกว่าหลายหมื่นบาท

นอกเหนือจากปัจจัยเรื่องความสะดวกในการเดินทางแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่คนซื้อไม่ควรมองข้าม คือ สภาพแวดล้อมข้างเคียงหรือสภาพชุมชนเพื่อนบ้าน และสิ่งอำนวยความสะดวกรอบๆโครงการ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน ทั้งตลาดสด ร้านสะดวกซื้อ เนื่องจากการพักอาศัยอยู่ในคอนโดฯ คงไม่สะดวกในการทำอาหารทานเอง

ขนาดพื้นที่ใช้สอยแบบ Studio-One Bed ตอบโจทย์
โดยทั่วไปคอนโดฯแต่ละโครงการทั้งไฮไรส์และโลว์ไรส์จะมีห้องชุดหลายแบบให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่โครงการกำหนดได้เลือกซื้อ โดยกลุ่มคนวัยทำงาน ส่วนใหญ่มักจะพักอาศัยคนเดียวหรือสองคน ดังนั้นขนาดห้องชุดที่เลือกซื้ออาจจะเป็นห้องขนาดไม่ใหญ่มาก เช่น

ห้องสตูดิโอ ถือเป็นห้องชุดที่เหมาะสำหรับคนวัยเริ่มทำงาน ที่สำคัญเป็นห้องที่ราคาถูกที่สุด ฟังก์ชั่นห้องจะเป็นแบบเปิดโล่ง เชื่อมต่อกันตั้งแต่ส่วนรับแขก ห้องนอน ทานอาหาร และพื้นที่ครัว ยกเว้นห้องน้ำที่เป็นห้องแบบ ขนาดพื้นที่ใช้สอยที่เล็กที่สุดของห้องแบบแบบสตูดิโอจะเริ่มต้นประมาณ 21-22 ตารางเมตร ซึ่งเหมาะสำหรับการพักอาศัยแบบคนเดียวหรือคู่รัก แต่อาจจะไม่สะดวกสบายเวลามีเพื่อนหรือมีแขกมาเยี่ยม

แบบ 1 ห้องนอน เป็นห้องชุดที่มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่าห้องสตูดิโอ และมีการจัดแบ่งฟังก์ชั่นใช้สอยเป็นสัดส่วน ทำให้มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น เพราะมีการกั้นห้องนอนให้เป็นสัดส่วน ขนาดพื้นที่ใช้สอยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 30 ตารางเมตร แต่ในยุคปัจจุบันขนาดห้องชุดแบบ 1 ห้องนอนได้ถูกหั่นลดลงมาเหลือเพียง 25-28 ตารางเมตรเท่านั้น เพราะราคาที่ดินในเมืองมีราคาพุ่งสูงขึ้นมาก ทำให้ต้นทุนคอนโดฯเพิ่มขึ้น ราคาขายต่อยูนิตจึงสูงตามไปด้วย แต่ขณะที่ความสามารถในการซื้อของกลุ่มลูกค้ายังเหมือนเดิม ดีเวลอปเปอร์จึงปรับขนาดห้องชุดแบบ 1 ห้องนอนให้เล็กลงเพื่อลดราคาขายลงมาให้สอดรับกับกำลังซื้อของลูกค้า

แบบ 1 ห้องนอน Plus หรือ 1 ห้องนอน Extra ถือเป็นดีไซน์ห้องชุดแนวใหม่ที่ได้รับความนิยมจากกลุ่มคนซื้อ เพราะตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น แต่งบประมาณในกระเป๋าอาจไม่เพียงพอที่จะซื้อห้องชุดแบบ 2 ห้องนอนได้เพราะราคาจะสูงถึง 3-4ล้านบาท ซึ่งห้องชุดแบบ 1 Bed plus ก็คือห้องชุดแบบ 1 ห้องนอนปกติในยุคเริ่มต้นของคอนโดฯ ที่มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 30-35 ตารางเมตร แต่ปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นใช้สอยภายในใหม่ด้วยการเพิ่มห้องเอนกประสงค์เพิ่มอีก 1ห้อง

โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่หลายๆคนต้องทำงานแบบ Work from Home  ห้องชุดแบบ 1ห้องนอน Plus ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานมากๆเพราะสามารถดัดแปลงใช้เป็นห้องนอน(ชั่วคราว)สำหรับแขก ห้องทำงาน หรือพื้นที่ดูหนังฟังเพลงส่วนตัว รวมไปถึงห้องเก็บของ ห้อง Live สดสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ทำธุรกิจออนไลน์

แปลนฟังก์ชั่นห้องชุดแบบไหนเวิร์ค
แม้แปลนฟังก์ชั่นของห้องชุดหลักๆจะเป็นแบบห้องสี่เหลี่ยม แต่ก็มีความแตกต่างกันบ้าง หลักๆจะมีอยู่ 3 แบบหลัก คือ  แปลนห้องหน้ากว้าง แปลนแบบจัตุรัส และแปลนแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบยาวหรือลึกเข้าไป ซึ่งมีผลต่อการวางแปลนหรือกำหนดฟังก์ชั่นห้อง และมีผลต่อการอยู่อาศัยของเจ้าของห้องด้วย

ด้วยฟังก์ชั่นห้องชุดที่ไม่ซับซ้อนเมื่อเทียบกับบ้านจัดสรรและมีขนาดพื้นที่ใช้สอยที่เล็กกว่า ดังนั้นจึงต้องออกแบบให้ใช้ประโยชน์ใช้สอยของทุกพื้นที่ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด ทั้งพื้นที่ส่วนพักผ่อน(รับแขก) ห้องนอน ห้องน้ำ ระเบียง และพื้นที่ครัว ซึ่งปกติมักจะดีไซน์ให้เป็นครัวแบบ Pantryมากกว่าที่จะเป็นครัวหนักที่สามารถประกอบอาหารได้

ฟังก์ชั่นหลักๆที่มักจะนำมาใช้กำหนดการจัดวางพื้นที่ใช้สอยภายในห้องชุด คือ พื้นที่พักผ่อนและพื้นที่ครัว คือ ห้องที่มีพื้นที่พักผ่อนหรือรับแขกอยู่โซนด้านหน้าติดกับประตูห้อง และวางตำแหน่งพื้นที่ครัวอยู่ด้านหลังติดกับระเบียง และห้องแบบที่ดีไซน์ให้พื้นที่ครัวอยู่ด้านหน้า และห้องพักผ่อนอยู่ด้านหลังติดระเบียง สามารถนั่งชมวิวด้านนอกจากห้องได้

นอกจากทำเลที่ตั้ง ขนาดของห้อง และฟังก์ชั่นของห้งอชุดแล้ว พื้นที่ส่วนกลางพื้นที่ส่วนกลางของคอนดดนก็ไม่ควรมองข้าม ซึ่งแต่ละโครงการก็มีรูปแบบของส่วนกลางและความหลากหลายที่แตกต่างกัน แต่หลักๆ จะมีห้องฟิตเนส สระว่ายน้ำ ลานกิจกรรม แต่ปัจจุบันคอนโดฯหลายๆแห่งให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนกลางมากขึ้น เพื่อทดแทนกับขนาดห้องชุดที่เล็กลง บางบางโครงการมีทั้งสระวายน้ำลอยฟ้า Coworking Space ห้องสมุด ห้อง Gym และ Boxing Studio ห้องดูหนัง รวมไปถึงห้องประชุม เพื่อเอาใจคนรุ่นใหม่ในยุคโซเชียล

ขณะเดียวกันหลายโครงการก้ได้นำเอานวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกบ้าน ตั้งแต่ระบบการเข้า-ออกโครงการแบบKey Card ระบบสมาร์ท โฮม ควบคุมการเปืด-ปิดไฟในห้อง หรือที่จอดรถในโครงการแบบ Auto Parking เป็นต้น

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

*