โนเบิลฯแจงผลงานงวด 6 เดือนแรกกวาดรายได้รวม 4,915 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ส่วนยอดขายอยู่ที่ 4,265 ล้านบาท คิดเป็น 25% ของเป้ายอดขายรวมปีนี้ 16,000 ล้านบาท พร้อมปรับแผนเปิดตัวโครงการใหม่หลังโควิด-19 พ่นพิษหนัก เน้นบุกตลาดบ้านแนวราบต่อเนื่อง

นายธงชัย บุศราพันธ์  รองประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัทโนเบิล                  ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาบริษัทประสบความสำเร็จจากการดำเนินงาน โดยมีรายได้รวม 4,915 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 ในจำนวนนี้เป็นรายได้ของไตรมาส 2 จำนวน  2,233 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 786 ล้านบาท เติบโตขึ้น 10% จากการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดและบ้านจัดสรรที่ก่อสร้างแล้วเสร็จให้กับกลุ่มลูกค้าทั้งคนไทยและต่างประเทศ

ส่วนยอดขายรวมทำได้ 4,265 ล้านบาท คิดเป็น 25% ของเป้ายอดขายในปีนี้ที่ตั้งไว้ 16,000 ล้านบาท โดยกว่า 2,500 ล้านบาทเป็นยอดขายจากโครงการที่สร้างเสร็จพร้อมอยู่ เช่น โครงการนิว โนเบิล แจ้งวัฒนะ,โครงการโนเบิล บี33 สุขุมวิท,โครงการโนเบิล เพลินจิต,โครงการโนเบิล บี19 สุขุมวิท และโครงการโนเบิล อราวน์ สุขุมวิท 33 เป็นต้น และอีกกว่า 1,700 ล้านบาทมาจากยอดขายของโครงการใหม่จำนวน 2 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 6,100 ล้านบาท คือโครงการโนเบิล ฟอร์ม ทองหล่อ และโครงการนิว โนเบิล เซ็นเตอร์ บางนา

ทั้งนี้ตามแผนที่วางไว้บริษัทจะเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งหมด 17 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 57,000 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 7 โครงการ มูลค่า 30,500 ล้านบาท และบ้านแนวราบ 10 โครงการ มูลค่า 27,100 ล้านบาท โดยปีนี้จะเปิดตัวโครงการใหม่ 11โครงการ มูลค่า 45,000 ล้านบาท แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กระจายเป็นวงกว้างและยังไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ บริษัทจึงได้มีการปรับแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยได้มีการเลื่อนเปิดตัวโครงการบางส่วนไปเปิดตัวในปีหน้าแทน โดยเฉพาะโครงการร่วมทุุนกับกลุ่มบีทีเอสย่านคูคต มูลค่าโครงการ 10,000 ล้านบาทจะตัวตัวในช่วงไตรมาสแรกปี 2565

ขณะเดียวกันบริษัทยังคงเน้นพัฒนาโครงการแนวราบอย่างต่อเนื่อง รวมถึงโครงการคอนโดมิเนียมแบบโลว์ไรส์เพื่อขยายพอร์ตให้มีสินค้ากระจายและครอบคลุมมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้บริษัทสามารถรับรู้รายได้เร็วขึ้น เนื่องจากใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างน้อยลง โดยวางเป้าหมายจะเพิ่มสัดส่วนของโครงการแนวราบในพอร์ตเป็น  30% จากปัจจุบันที่มีอยู่ 10%

สำหรับความคืบหน้าการลงทุนในสหราชอาณาจักร ล่าสุดบริษัทได้ปิดดีลการซื้อโครงการอสังหาฯไปแล้ว 2 โครงการ มูลค่าลงทุนรวมประมาณ 300 ล้านบาท ในเมืองแมนเชสเตอร์ และในย่านชานเมืองลอนดอน โดยอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูลกิจการขั้นสุดท้าย ขณะเดียวกันบริษัทยังมีดีลลงทุนซื้อโครงการในต่างประเทศอีก 2-3 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 1,800 ล้านบาท โดยวางเป้าหมายการลงทุนโครงการอสังหาฯในสหราชอาณาจักรในช่วง 3 ปีนับจากนี้ไว้ประมาณ  250 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

*