การเลือกซื้อบ้านหรือคอนโดฯสักหลังไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะต้องใช้เงินก้อนโตที่เก็บออมจากการำงาน แถมยังมีปัจจัยสำคัญที่ต้องนึกถึงทั้งกี่ดีไซน์ พื้นที่ใช้สอย ฟังก์ชัน และ “ทำเล” ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ใกล้ที่ทำงาน ใกล้สถานศึกษา และมีเส้นทางการคมนาคมที่สะดวกกับการใช้ชีวิตประจำวัน  

โดยเฉพาะคนที่อยู่อาศัยใน “คอนโดฯ” มักจะเลือกซื้อโครงการที่มีรถประจำทาง รถไฟฟ้าหรือรถไฟใต้ดินผ่าน แต่หากใช้รถยนต์ส่วนตัว ก็มักจะเลือกทำเลที่อยู่ใกล้ทางด่วนไว้ก่อน หรือมีเส้นทางลัดเพื่อหลีกเลี่ยงรถติด ที่สำคัญต้องอยู่ใกล้แหล่งพักผ่อนหย่อนใจที่สามารถออกไปซื้อของกินของใช้ได้ง่ายหรือออกไปออกกำลังกายได้

ทำเล “พหลโยธิน” ที่อยู่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือ ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ถือเป็นทำเลที่อยู่อาศัยที่ได้รับความนิยมต่อเนื่องมาหลายปี โดยเฉพาะในช่วงที่รถไฟฟ้าสายนี้กำลังก่อสร้างช่วงปี 2558-2560 มีดีเวลอปเปอร์รายใหญ่เข้ามาปักหมุดเปิดตัวคอนโดฯในย่านนี้นับ10 รายทั้ง แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์,ศุภาลัย,เอพี ไทยแลนด์,ออริจิ้น,เมเจอร์ ดีเวลอปเม้นท์,แอล.พี.เอ็น.,เอสซี แอสเสท,แสนสิริ,เจ้าพระยามหานคร และแอสเซท ไวส์

มูลค่าลงทุนคอนโดฯแตะ1แสนล้านบาท
โดยส่วนใหญ่เลือกเปิดตัวคอนโดฯไฮไรส์ในทำเลที่ติดถนนใหญ่และอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า ซึ่งหากคิดมูลค่าการลงทุนรวมกันแล้วน่าจะแตะ 1 แสนล้านบาท โดยเฉพาะในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมามีโครงการคอนโดฯเปิดตัวใหม่ในย่านนี้ไม่ต่ำกว่า 10,000 ยูนิต โปรเจ็กต์ใหญ่ที่สุดของย่านนี้ต้องยกให้โครงการ The Saint Rasidences  ของกลุ่มซาแลน ดีเวลลอปเมนท์ เจ้าของโรงเรียนเซ็นต์จอห์น ที่ได้นำที่ดินด้านหน้าติดถนนวิภาวดีรังสิตกว่า 7 ไร่ของโรงเรียนเซ็นต์จอห์น มาพัฒนาเป็นคอนโดฯไฮไรส์ 3 อาคารสูง 41 ชั้น จำนวน 1,533 ยูนิต มีมูลค่าโครงการกว่า 10,000 ล้านบาท

ขณะที่กลุ่มเอพี ไทยแลนด์ ได้ปักหลักลงทุนคอนโดฯไฮไรส์อยู่ในบริเวณห้าแยกลาดพร้าวถึง 3 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 17,900 ล้านบาท ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายเดียวที่ลงทุนคอนโดฯในย่านนี้มูลค่ามากที่สุด

ส่วนกลุ่มออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เป็นดีเวลลอปเปอร์รายแรกๆและรายเดียวที่เข้ามาปักหมุดเปิดตัวคอนโดฯในโซนนี้มากที่สุดกว่า 10 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 14,000 ล้านบาท โดยเฉพาะในทำเลย่านสะพานใหม่ ถือเป็นทำเลแจ้งเกิดให้กับกลุ่มออริจิ้นฯ หลังจากที่ได้ข้ามฟากจากโซนตะวันออก ย่านแบริ่ง-ลาซาล มาเจาะฐานลูกค้าใหม่ในย่านนี้และจุดประกายให้ตลาดคอนโดฯในย่านนี้คึกคัก จนทำให้มีผู้ประกอบการรายอื่นๆเข้ามาปักหมุดโครงการใหม่รอบๆสถานีรถไฟฟ้า

ราคาพรีเซลแรงเกิน1แสนต่อตารางเมตร
ขณะที่ราคาคอนโดฯที่เปิดตัวใหม่ในย่านนี้เกือบทุกโครงการทั้งคอนโดฯโลว์ไรส์และไฮไรส์ราคาพรีเซลเมื่อ3-4 ปีที่ผ่านมาแตะหลักแสนบาทต่อตารางเมตร หรือเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าตารางเมตรละ 130,000 บาทไปจนถึง 1แสนปลายๆ โดยราคาจะเริ่มสตาร์ทที่ 2 ล้านกว่าบาทต่อยูนิตเมื่อเทียบกับขนาดพื้นที่ใช้สอยเริ่มต้นแค่ 23-25 ตารางเมตร ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ค่อนข้างแรงเมื่อเทียบกับทำเลที่อยู่ในย่านใกล้เคียงกันอย่างย่านลาดพร้าวและรัชดาภิเษก โดยใช้รถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือ หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต เป็นจุดขาย เพราะเป็นรถไฟฟ้่าสายเดียวที่เชื่อมต่อ3จังหวัด (กรุงเทพฯ-สมุทรปราการ-ปทุมธานี) โดยไม่ต้องเปลี่ยนขบวน

โดยราคาขายคอนโดฯที่แพงที่สุดจะเกาะกลุ่มกันอยู่ในบริเวณ “สถานีห้าแยกลาดพร้าว” ที่มีห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าว เป็นจุดศูนย์กลางความเจริญ และ Magnet สำคัญของย่านนี้ ขณะที่สถานีห้าแยกลาดพร้าวก็ยังเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินที่สถานีพหลโยธินได้ด้วย รวมถึงเป็นแหล่งงานขนาดใหญ่ที่มีอาคารสำนักงานอยู่รายล้อมบริเวณห้าแยกลาดพร้าว

ไม่ว่าจะเป็น The Saint Rasidences  เปิดราคาพรีเซลเมื่อช่วงปี 2557 เริ่มต้นที่ 3.8 ล้านบาทสำหรับห้องชุดขนาด 29 ตารางเมตร หรือเฉลี่ยประมาณ 130,000 บาทต่อตารางเมตร รวมถึงโครงการไลฟ์ ลาดพร้าว เปิดราคาพรีเซลล์เมื่อช่วงไตรมาส 2 ปี  2560 สตาร์ทที่ 2.9 ล้านบาทสำหรับห้องชุดไซส์เริ่มต้น 26 ตารางเมตร และโครงการไลฟ์ ลาดพร้าว วัลเล่ย์  ราคาพรีเซลสตาร์ทที่ 3.49 ล้านบาทสำหรับไซส์ห้องสตูดิโอเริ่มต้น 28 ตารางเมตร

ขณะที่โครงการเดอะ เครส พาร์ค เรสซิเดนเซส ของกลุ่มเอสซี แอสเสท  ซึ่งจะเป็นโปรเจ็กต์ระดับลักชัวรีที่มีราคาขายสูงสุดของทำเลย่านนี้ เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาได้มีการเคาะราคาขายเริ่มต้นที่  6.5 ล้านบาทสำหรับขนาดห้องแบบ  1 ห้องนอน

ส่วนโครงการใหม่ล่าสุดที่เปิดขายอยู่ในทำเลย่านนี้ ชาโตว์ อินทาวน์ รัชโยธิน ของกลุ่มพระยาพาณิชย์ พร็อพเพอร์ตี้ ตั้งอยู่ในซอยเสนานิคม หรือซอยพหลโยธิน 32  เป็นอาคารโลว์ไรส์ 8 ชั้น 2อาคาร ราคาสตาร์ทเริ่มที่ 2.19 ล้านบาทสำหรับขนาดไซส์ห้องเริ่มต้น 26.50 ตารางเมตร

ตึกสร้างเสร็จพร้อมอยู่ ราคาขายลด
ปัจจุบันโครงการที่เปิดขายอยู่ในย่านนี้เกือบทั้งหมดล้วนเป็นโครงการที่ทยอยสร้างเสร็จมาตั้งแต่ปี 2560 แต่ยังมีสินค้าเหลือขายอยู่สมควร โดยเฉพาะโครงการใหม่ที่เปิดขายมาตั้งแต่ช่วงปี 2560 ยังไม่มีโครงการไหนที่ประกาศปิดการขายได้ทั้งโครงการ แถมยังมีบางโครงการที่ทำยอดขายได้ไม่ถึง 50%จากจำนวนยูนิตที่เปิดขายทั้งหมด

ทำให้ดีเวลลอปเปอร์หลายรายยอมหั่นราคาขายหลังจากที่ตึกสร้างเสร็จพร้อมอยู่ให้ลดลง พร้อมอัดโปรโมชั่นของแถมหลากหลายรายการ เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของลูกค้า แถมบางโครงการยอมลดราคาลงมาต่ำกว่าราคาพรีเซลเมื่อช่วง 3-4 ปีที่แล้วด้วยซ้ำ

โดยโครงการ The Saint Rasidences  ได้มีการจัดโปรโมชั่นลดราคาห้องชุดมาอย่างต่อเนื่องหลังจากที่ตึกทั้ง 3 อาคารสร้างเสร็จ เริ่มตั้งแต่ลดราคาลงมาเหลือ 3.29 ล้านบาทและเมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาได้ลดราคาลงมาเหลือ 2.59 ล้านบาท ล่าสุดราคาขยับเพิ่มขึ้นเป็น 2.99 ล้านบาท สำหรับห้องชุด1ห้องนอนขนาด 30 ตารางเมตร (จำกัดยูนิต) ซึ่งเมื่อเทียบกับราคาพรีเซลเมื่อ 5-6 ปีที่แล้วก็ยังถูกกว่าเกือบ 1 ล้านบาท

เช่นเดียวกันกับโครงการลุมพินี พาร์ค พหลฯ32 ของกลุ่มแอล.พี.เอ็น.เป็นอาคารสูง 30ชั้น จำนวน 546 ยูนิต ราคาพรีเซลเมื่อปี 2560 เฉลี่ย 135,000 บาทต่อตารางเมตร หรือเริ่มต้นเกือบ 3 ล้านบาทสำหรับห้องชุดขนาดไซส์เริ่มต้น 24 ตารางเมตร แต่หลังจากที่ตึกสร้างเสร็จเมื่อปี 2562 ทางโครงการก็มีโปรโมชั่นพิเศษลดราคาขายลงมาต่ำกว่าราคาพรีเซล รวมถึงนำห้องชุดส่วนหนึ่งมาปล่อยเช่า แล้วให้ลูกค้าสามารถเปลี่ยนค่าเช่าให้เป็นค่าผ่อนคอนโดฯได้  หากลูกค้าที่เช่ามีกำลังซื้อพอที่จะซื้อห้องชุดได้ อัพเดทข้อมูลล่าสุด ณ เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ยอดขายโครงการนี้อยู่ที่ 20% เท่านั้น

ในทำลเดียวกันโครงการพรีมิโอ ควินโต ของกลุ่มพรีเมี่ยมเพลส ซึ่งเปิดพรีเซลมาตั้งแต่ปี 2560 ปัจจุบันตึกโลว์ไรส์ 8ชั้นสร้างเสร็จหมดแล้วทั้ง 4อาคาร แต่ยังมีห้องชุดเหลือขายอยู่อีกจำนวนหนึ่ง ทำให้ทางโครงการได้จัดโปรโมชั่นลดราคาขายเหลือ 2.69 ล้านบาท หลังจากก่อนหน้านี้ราคาเคยขยับขึ้นไปถึง 2.99 ล้านบาท พร้อมกับให้ลูกค้าอยู่ฟรี 5 ปี โดยที่โครงการรับภาระค่าผ่อนห้องชุดแทนลูกค้า

ขณะที่โครงการฟีล พหล 34 ในทำเลติดกันกับพรีมิโอ ควินโต ของกลุ่มซีพีเอ็น เรสซิเด้นซ์ ในเครือเซ็นทรัลพัฒนา เปิดพรีเซลเมื่อช่วงปี 2561 ราคาสตาร์ทเกือบแตะ 3 ล้านบาท สำหรับไซส์ห้องชุดเริ่มต้น 25 ตารางเมตร  และเมื่อตึก 8 ชั้น 4 อาคารจำนวน 358 ยูนิตสร้างเสร็จพร้อมโอนเมื่อช่วงปีที่ผ่านมาราคาขายขยับขึ้นมาอยู่ที่ 3.19 ล้านบาท แต่ราคาล่าสุดลดลงเหลือ 2.89 ล้านบาทพร้อมฟรีเครื่องใช้ไฟฟ้าและเฟอร์นิเจอร์

ข้อดีของการซื้อคอนโดฯแบบสร้างเสร็จพร้อมอยู่
ปัจจุบันมีคนซื้อจำนวนไม่น้อยที่เลือกซื้อคอนโดฯ ที่สร้างเสร็จเเล้ว เพราะมั่นใจและเชื่อมั่นในจุดเด่นของคอนโดฯ ที่สร้างเสร็จมากกว่า เพราะคอนโดฯ ที่สร้างแล้ว มักตั้งอยู่ในทำเลที่ดีและราคาก็ไม่เเพง สามารถต่อรองได้ ที่สำคัญเป็นการซื้อแบบเห็นของจริง ไม่ต้องไปลุ้นวัดดวงเหมือนตอนซื้อพรีเซลว่าโครงการจะสร้างไม่เสร็จ หรือล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดมั๊ย รวมถึงเมื่อสร้างเสร็จแล้วจะตรงตามปกที่โฆษณาไว้หรือเปล่า

ที่สำคัญเราสามารถตรวจเช็คสภาพก่อนซื้อได้ ทั้งความเรียบร้อยของการก่อสร้าง ตำแหน่งห้องมีวิวสวยถูกใจมั้ย และเมื่อจองซื้อเเล้วสามารถย้ายไปอยู่ได้เลย ก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายการอยู่อาศัยเเละค่าครองชีพได้ด้วย หรือถ้าหากต้องการซื้อเพื่อลงทุนปล่อยเช่าก็สามารถทำได้ทันที และหากโชคดีมีผู้เช่าเลยก็จะมีรายได้มาใช้ผ่อนคอนโดฯที่ซื้อได้อีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม ส่องทำเลรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือ แหล่งงาน-ที่อยู่อาศัยของคนวัยทำงาน (ตอนที่1)

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

*