5 บริษัทอสังหาฯ ปลื้มผลประกอบการ หลังปรับตัวรับมือโควิด-19 โดยเอสซีฯสร้างยอดขายรวมที่ 5,700 ล้านบาท  เติบโต 188%ไรมอน แลนด์ พลิกมีกำไรครั้งแรก หลังจากขาดทุน 5 ไตรมาสติด  ด้านออริจิ้นฯบอร์ดไฟเขียวตั้ง “ดร.ชาติชาย พยุหนาวีชัย” อดีต ผอ.ธนาคารออมสิน นั่งประธานกรรมการบริหาร ร่วมต่อยอดแผน ORIGIN NEXT LEVEL  ขณะที่ไซมิส แอสเสทฯเตรียมจัดตั้งบริษัทย่อยเพื่อบริหารสินทรัพย์ AMC เข้าซื้อ NPL และ NPA จากธนาคารโดยตรง ชูจุดเด่นการเข้าถึงสินทรัพย์ต้นทุนต่ำ ทำให้ประหยัดเวลาและต้นทุนก่อสร้าง ส่วนแอสเซทไวส์ฯ  เดินหน้าเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่อง มูลค่ากว่า 9,700 ล้านบาท
นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์
SCปลื้มผลประกอบการตามเป้า รุกผุดแนวราบต่อเนื่อง
นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC เปิดเผยถึงผลประกอบการไตรมาส1/2564 ทั้งยอดขาย รายได้ และกำไรสุทธิ  เป็นไปตามเป้าหมายของการประกาศแผนธุรกิจและการรุกสู่แบรนด์บ้านเดี่ยวอันดับ 1  จากช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยสามารถ สร้างยอดขายรวมที่ 5,700 ล้านบาท  เติบโต 188% YoY   ประกอบด้วย ยอดขายแนวราบ 4,606 ล้านบาท เติบโต 123% YoY และยอดขายคอนโดฯ 1,094 ล้านบาท เติบโต 1381% YoY

ในส่วนการเติบโตของยอดขายคอนโดมาจากโครงการระดับ Luxury segment ราคามากกว่า 300,000 บาท/ตารางเมตร ของบริษัทมีmarket share อยู่ 26% และเป็นอันดับ 1 ของตลาด พร้อมกับโครงการคอนโดฯเปิดใหม่ “สโคป พร้อมศรี” บนทำเลสุขุมวิท 49 ได้รับการตอบรับที่ดี มียอดจองแล้ว 45 %

ขณะที่รายได้รวมสามารถทำได้ 3,965 ล้านบาท  เติบโต 20% YoY  โดยมาจากรายได้จากการดำเนินงานแบ่งเป็นรายได้จากการขาย 95% และรายได้จากการเช่าและบริการ 5 % พร้อมกำไรสุทธิ  417 ล้านบาท เติบโต 39% YoY

 ทั้งนี้ บริษัทและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์และหนี้สินรวม 44,846 ล้านบาท และ 25,744 ล้านบาทตามลำดับ โดยอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนทุน 1.35 และมีสภาพคล่องแข็งแกร่งปัจจุบันมีเงินสดพร้อมวงเงินพร้อมเบิกมากกว่า 10,000 ล้านบาท เตรียมจ่ายปันผล 0.18 บาท/หุ้น ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2564  นี้

สำหรับความคืบหน้าของแผนเปิดแนวราบ  จำนวน  8 โครงการ มูลค่าโครงการ  9,000 ล้านบาท ไตรมาส 2 นี้พร้อมเปิดจอง 2 โครงการใหม่ มูลค่ารวม  1,145 ล้านบาท ได้แก่ โครงการบางกอก  บูเลอวาร์ด  ซิกเนเจอร์   เพชรเกษม-ปิ่นเกล้า บ้านหรูบนที่ดินขนาดใหญ่ 100 ตารางวาขึ้นไป ราคาเริ่มต้นที่  20-30 ล้านบาท  และโครงการเวิร์คเพลส สายไหม-พหลโยธิน พรีเมี่ยมโฮมออฟฟิศ ราคาเริ่มต้นที่ 7-20 ล้านบาท  พร้อมกับเร่งเพิ่มสต็อกบ้านรองรับความต้องการซื้อ โดยในไตรมาส 2 บริษัทจะมีโครงการที่เปิดขายทั้งหมด จำนวน 57 โครงการ มูลค่าคงเหลือเพื่อขายรวมกว่า40,560 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบ 47 โครงการ และคอนโด 10 โครงการ

 “ ถึงแม้ว่าสถานการณ์โควิดจะมีความท้าทายอย่างมาก เรามั่นใจว่าจะทำสำเร็จตามเป้าหมาย ทั้งยอดขายและรายได้ของปีนี้ พร้อมกับการเป็นแบรนด์บ้านเดี่ยวอันดับ 1 ในใจผู้บริโภค”  นายณัฐพงศ์ กล่าวในที่สุด

นายกรณ์ ณรงค์เดช

 RML พลิกมีกำไรครั้งแรก

นายกรณ์ ณรงค์เดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ RML กล่าวถึงผลประกอบการไตรมาส 1/2564 ว่า บริษัทมีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 1,547.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 366.4 ล้านบาท จำนวน 1,181 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 322.3% มีกำไรสุทธิ 138 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิ 139.5 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 199%

“ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2564 บริษัทมีรายได้จากอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นกว่า 322% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังจากที่บริษัทใช้กลยุทธ์ใหม่ในการเร่งยอดขายโครงการปัจจุบัน แม้มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 รอบ 3 เรามั่นใจว่าในที่สุดแล้วตลาดจะสามารถปรับตัวได้ อีกทั้งยังมีการเร่งฉีดวัคซีนทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าสถานการณ์ต่างๆ จะฟื้นตัวได้ในเร็วๆ นี้ ทั้งนี้หลังจากที่บริษัทได้ประเมินความต้องการของตลาด พบว่าลูกค้ากลุ่ม Young generation ที่ชอบความแปลกใหม่และมีกำลังซื้อสูงเป็นกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรี่ส์ ทำให้บริษัทเริ่มปรับกลยุทธ์เพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้ให้มากขึ้น” นายกรณ์ กล่าว

 ปัจจุบันบริษัทได้ปิดการขายโครงการ เดอะ ลอฟท์ สีลม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งได้ขายห้องชุดที่เหลืออยู่ในโครงการ เดอะ ริเวอร์ โครงการ ยูนิกซ์ เซ้าท์ พัทยา และ โครงการ เดอะ ลอฟท์ อโศก ทั้งหมดแล้วในไตรมาสแรกนี้  โดยหลังจากนี้บริษัทจะโฟกัสกับโครงการ ดิ เอสเทลล์ พร้อมพงษ์ และโครงการ เทตต์ สาทร ทเวลฟ์ ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และโครงการใหม่อื่นๆ ซึ่งจะประกาศเปิดตัวในเร็วๆ นี้ ขณะที่ยอดขายรอรับรู้รายได้(Backlog) ของบริษัท     มีมูลค่ารวม 5,798.6 ล้านบาท ณ วันที่ 31 มีนาคม 2564

นายพีระพงศ์ จรูญเอก

ORI ตั้ง “ชาติชาย พยุหนาวีชัย” นั่งแท่นประธานกรรมการบริหาร

นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI กล่าวว่า จากผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วงไตรมาส 1/2564 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 3,869 ล้านบาท เติบโตขึ้น 61% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (%YoY) และเติบโตขึ้น 35% จากไตรมาสก่อนหน้า (%QoQ) ขณะเดียวกัน บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 825 ล้านบาท เติบโตขึ้น 39% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (%YoY) และเติบโตขึ้น 28% จากช่วงเดียวกันของไตรมาสก่อนหน้า (%QoQ)

“แม้ในช่วงต้นไตรมาส 1/2564 ภาพรวมเศรษฐกิจจะได้รับแรงกดดันจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ระลอกที่ 2 แต่เรายังคงปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปิดให้ทำธุรกรรมกับเราได้ผ่านหลากหลายช่องทาง การออกแคมเปญทางการตลาดใหม่ๆ ทำให้สามารถระบายสินค้ารอการขาย หรือ Inventory สร้างยอดโอนกรรมสิทธิ์ใหม่ๆ และรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง” นายพีระพงศ์ กล่าว

จากผลประกอบการดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทมีอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อยู่ที่ระดับ 21% รักษาระดับความสามารถในการทำกำไรของบริษัทไว้ได้อย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา และสูงกว่าอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยของอุตสาหกรรม

นายพีระพงศ์ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ในไตรมาส 2/2564 นั้น ถือเป็นสถานการณ์ที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการแพร่ระบาดในระลอกที่ 3 มีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงกว่า 2 ระลอกที่ผ่านมา และมีการบังคับใช้มาตรการควบคุมพื้นที่ที่เข้มข้นขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นเดือน พ.ค. ซึ่งอาจกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภคในระยะสั้น

อย่างไรก็ดี กลุ่มธุรกิจจากต่างประเทศยังคงมีมุมมองที่ดีต่อสถานการณ์ในประเทศไทยและมั่นใจในการดำเนินงานของบริษัท โดยขณะนี้ยังมีพันธมิตรทั้งรายเดิมและรายใหม่พิจารณาเข้ามาร่วมทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยกับบริษัทอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่มโครงการที่เปิดตัวไปแล้ว และกลุ่มโครงการที่กำลังจะเปิดตัว ขณะเดียวกัน การดำเนินการกระจายวัคซีน COVID-19 ยังคงเดินหน้าไปอย่างต่อเนื่อง และน่าจะส่งผลให้ตลาดในช่วงครึ่งปีหลังทยอยฟื้นตัว

ทั้งนี้ ในไตรมาส 2/2564 นี้ บริษัทมีการเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 3 โครงการ ตามแผนเดิม รวมมูลค่ากว่า 4,200 ล้านบาท   ได้แก่

1.โครงการ แฮมป์ตัน ศรีราชา มูลค่าโครงการ 1,400 ล้านบาท

2.โครงการ แกรนด์ บริทาเนีย ราชพฤกษ์ พระราม5 มูลค่าโครงการ 2,100 ล้านบาท

3.โครงการแกรนด์ บริทาเนีย บางนา กม.12 มูลค่าโครงการ 700 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน บริษัทฯก็จะเดินหน้าโอนกรรมสิทธิ์โครงการสร้างเสร็จใหม่เพิ่มเติมตามแผนงานอีก 4 โครงการ ได้แก่ โครงการ ไนท์บริดจ์ สุขุมวิท เทพารักษ์, โครงการ ดิ อออริจิ้น รัชดา ลาดพร้าว, โครงการ แกรนด์ บริทาเนีย ราชพฤกษ์ พระราม 5 และ โครงการแกรนด์ บริทาเนีย บางนา กม.12  คิดเป็นมูลค่าโครงการรวมกว่า 4,850 ล้านบาท

นายพีระพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติแต่งตั้ง ดร.ชาติชาย พยุหนาวีชัย เข้าดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการบริหาร เนื่องจากเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการการเงินและธนาคาร และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญให้กับองค์กรใหญ่ด้านการเงินและการธนาคารหลายแห่ง อาทิ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน, รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ด้วยประสบการณ์ที่แข็งแกร่งของ ดร.ชาติชาย จะช่วยส่งเสริมให้ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ สามารถเดินหน้าแผนงาน ORIGIN NEXT LEVEL โดยเฉพาะในด้าน Business Expansion ได้อย่างแข็งแกร่ง เติบโตอย่างยั่งยืน โดยตำแหน่งดังกล่าว มีผลตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป

นายขจรศิษฐ์ สิ่งสรรเสริญ

SA พร้อมตุน Backlog ปี’64 กว่า 6,400 ล้านบาท

นายขจรศิษฐ์ สิ่งสรรเสริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด (มหาชน) หรือ SA กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2564 ทำรายได้ 720.6 ล้านบาท เติบโต 41.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้ 508.4 ล้านบาท แม้ยังต้องเผชิญต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่อาจกระทบต่อยอดขายของบริษัทฯ เล็กน้อยในเดือนมกราคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามยอดขายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเริ่มฟื้นตัว และฟื้นตัวอย่างชัดเจนในช่วงต้นเดือนมีนาคม

ขณะเดียวกันได้เพิ่มรายได้จากธุรกิจการเช่าอสังหาริมทรัพย์ประเภท Branded Residence โดยมีบริการในรูปแบบของ Hotel Interchain เช่น Wyndham และ Ramada โดยที่ ณ สิ้นเดือนเมษายน สามารถรับรู้รายได้จากการเช่าประมาณ 2 ล้านบาท และคาดว่าจนถึงปลายปี 2564 จะมีรายได้จากการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ประมาณเดือนละ 7 ล้านบาท ซึ่งสามารถนำไปช่วยเสริมในส่วนของค่าใช้จ่ายในการบริหารได้

นอกจากนี้ ในไตรมาส 1/2564 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 49 ล้านบาท และยังสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ได้ที่ 263.4 ล้านบาท หรือ คิดเป็น 40.8% ต่อรายได้การขายอสังหาริมทรัพย์จำนวน 645.1 ล้านบาท  ซึ่งเกิดจากการที่บริษัทฯ มุ่งบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกับควบคุมต้นทุนการก่อสร้างและบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์ ได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายอื่นๆ

ปัจจุบัน บริษัทฯ มียอดขายรอโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) ในปีนี้กว่า 6,400  ล้านบาท  ซึ่งจะรับรู้รายได้ในปีนี้ประมาณ 2,300 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้รายได้ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ผลักดันให้ผลการดำเนินงานทั้งปีทำรายได้ 4,800 ล้านบาท ตามเป้าหมาย อีกทั้งจากกลยุทธ์ Branded Residence ที่ได้เริ่มดำเนินการด้านการตลาดมาก่อนหน้านี้ ทำให้ยอดขายเติบโตอย่างชัดเจน คาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่สร้างผลงานให้ SA ได้ในอนาคต

ล่าสุด SA กำลังจัดตั้งบริษัทย่อยเพื่อประกอบธุรกิจบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company: AMC) โดยจะดำเนินธุรกิจเข้าซื้อสินทรัพย์ที่ประสบปัญหาด้านการเงินกับเจ้าหนี้ ซึ่งจะช่วยทำให้ SA สามารถเข้าซื้อ NPL และNPA จากสถาบันการเงินได้โดยตรง และสามารถเข้าถึงที่ดินต้นทุนต่ำ หรือเข้าถึงที่ดินกลางใจเมืองที่ปัจจุบันการหาที่ดินเปล่านั้นยากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อนำมาปรับปรุง โดยใช้ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของทีมงานและผู้บริหารในการปรับปรุงอาคารมาแล้วหลายแห่ง จึงสามารถต่อยอดพัฒนาไปสู่รูปแบบ Branded Residence ได้ ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาและต้นทุนค่าก่อสร้าง

อย่างไรก็ตามในช่วงที่เหลือของปี บริษัทฯ เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่อีกกว่า 4 โครงการ มูลค่าประมาณ 11,350 ล้านบาท เน้นทำเลกรุงเทพฯ และปริมณฑล แบ่งเป็น แนวราบ 2 โครงการ มูลค่าประมาณ 5,350 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 2 โครงการ มูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท โดยเร็วๆ นี้ เตรียมเปิดโครงการ Landmark @ Grand Station By Siamese Asset  ย่านรามอินทรา ซึ่งพัฒนาเป็น  Mixed-Use Real Estate  ประกอบด้วย  Branded Residence ห้องชุดพักอาศัย  พื้นที่เชิงพาณิชย์ และห้องประชุม และโครงการ Landmark @ MRTA Station By Siamese Asset ย่านพระราม 9 โดยคาดหวังว่าจะเข้ามาเพิ่ม Backlog ของบริษัทฯ ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

นายกรมเชษฐ์  วิพันธ์พงษ์

ASWโชว์กำไรQ1/64 พุ่ง 361.8% เดินหน้าร่วมทุนพันธมิตรต่อเนื่อง

นายกรมเชษฐ์  วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์  จำกัด (มหาชน) หรือ ASW กล่าวว่าผลการดำเนินงานของบริษัทในไตรมาส 1/2564 (สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2564) มีรายได้  1,173 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 582 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโตสูงถึง 98.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 591 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 320 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 250 ล้านบาท หรือ 361.8% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 69 ล้านบาท ขณะที่มีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ถึง 48.5 % และอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ถึง 25.7% นับเป็นการเติบโตแบบสวนกระแสในยุคโควิด นอกจากนี้ ด้วยการบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้อัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ปรับตัวลดลงหลังเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

“แม้จะเกิดการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ระลอก 3 แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผลประกอบการของเราชะลอตัวลง ยอดโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดยังตรงตามเป้า ยอดขายในแต่ละโครงการยังคงเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์โมดิซ (MODIZ) ที่เปิดขายในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ขณะที่ไตรมาส 1/64 ได้มีการเปิดขายแบรนด์เคฟ “เคฟ ศาลายา (KAVE SALAYA)” ใกล้มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา มูลค่าโครงการ 1,150 ล้านบาท มียอดขายไปแล้วกว่า 60% ของห้องที่เปิดขาย สะท้อนให้เห็นถึง Real Demand ซึ่งโครงการอสังหาฯ ของเรา ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเป็นคอนโด Best Choice ในทำเลนั้น” นายกรมเชษฐ์  กล่าว

 อย่างไรก็ตามในไตรมาส 1/2564 บริษัทฯมียอดขายจากโครงการใหม่ “เคฟ ศาลายา” (KAVE SALAYA) โดยสามารถทำยอดขายไปแล้วกว่า 60% ของห้องที่เปิดขาย และภายในปีนี้ ยังมีโครงการเคฟ ทียู (KAVE TU) ตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และโครงการโมดิซ สุขุมวิท 50 (MODIZ SUKHUMVIT 50) คอนโดมิเนียม High-Rise ใจกลางย่านสุขุมวิทที่รอรับรู้รายได้อยู่เช่นกัน

สำหรับแผนการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง แอสเซทไวส์ฯ เตรียมเปิดโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งแนวราบและแนวสูง มูลค่าโครงการรวม 9,700 ล้านบาท โดยจะทยอยเปิด ในไตรมาส 2/2564  เช่น โครงการคอนโดมิเนียมแอทโมซ บางนา (ATMOZ BANGNA) และเคฟ เอวา (KAVE AVA) เป็นต้น

“มั่นใจว่ารายได้ในปี 2564 จะเติบโตกว่า 20% จากปีก่อนตามแผนงานที่วางไว้ โดยเน้นผลักดันให้ผลการดำเนินงานโตต่อเนื่องจากยอดขายรอโอน (Backlog) จำนวน 7,500 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปีนี้ถึงปี 2566 และโครงการสร้างเสร็จรอขายจำนวน 1,105 ยูนิต มูลค่า 3,133 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า” นายกรมเชษฐ์  กล่าว

 นายกรมเชษฐ์  กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาได้มีการสรรหาผู้ร่วมทุนเพื่อเป็นแนวทางขยายการเติบโต และอยู่ระหว่างเจรจากับพาร์ทเนอร์สำหรับโครงการในอนาคต โดย ณ ปัจจุบัน แอสเซทไวส์มีการลงนามในสัญญาร่วมทุน (Joint Venture) กับบริษัท ไอดีล เรียล จำกัด จัดตั้ง บริษัท ไพร์ซ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เพื่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม เคฟ ศาลายา ร่วมกัน โดยการร่วมทุนในครั้งนี้ บริษัทฯ จะถือหุ้นในสัดส่วน 51:49  ซึ่งเป็นการเพิ่มศักยภาพ และสนับสนุนการเติบโตในอนาคตอย่างแข็งแกร่ง

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

*