เอสซีจี เผยไทยรับวัคซีนโควิด-19 เป็นปัจจัยบวก ดันเศรษฐกิจปี64 ฟื้นตัว-ตลาดวัสดุก่อสร้างโต เปิดแผนธุรกิจปี วัว ระบุเทรนด์ด้านความสะอาดและสุขภาวะที่ดี การทำงานจากบ้าน และสิ่งแวดล้อม จะช่วยขับเคลื่อนตลาดวัสดุก่อสร้าง และที่อยู่อาศัยในยุคแห่งความท้าทาย พร้อมประกาศเดินหน้าปรับธุรกิจสู่ New Normal Digitalization ดึงเทคโนโลยีดิจิทัลมาขับเคลื่อน และเสริมแกร่งธุรกิจตลอดซัพพลายเชน ด้วยแนวคิด ‘ทรานส์ฟอร์มเมชัน วิท อินโนเวชัน’ (Transformation with Innovation) ผ่านแผนธุรกิจเชิงรุก 3 ด้าน ตั้งเป้าหมายภายในปี 2564 เพิ่มจำนวนสินค้าที่ได้รับฉลาก SCG Green Choice อีกประมาณ 30% คาดยอดขายปีนี้แตะ 171,720 ล้านบาท

นายนิธิ ภัทรโชค

นายนิธิ ภัทรโชค กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดวัสดุก่อสร้างในปี 2564 คาดการณ์ว่า เรื่องของสถานการณ์โควิด-19 จะเป็นปัจจัยลบที่ทำให้เกิดความไม่แน่นอนว่า จะเกิดโควิดรอบใหม่อีกหรือไม่  ปัจจัยทางการเมือง ขณะที่เรื่องวัคซีนโควิด-19 น่าจะเป็นปัจจัยเชิงบวกเนื่องจากทั่วโลก เริ่มมีการฉีดวัคซีนให้กับประชาชน ขณะที่ประเทศไทยได้รับวัคซีนเข้ามาแล้ว ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปี 2564 และหากสามารถปราบโควิด-19 ได้ และราคาพืชผลออกมาดี จะเป็นอีกปัจจัยบวก ที่ทำให้ตลาดวัสดุก่อสร้างเติบโตได้

สำหรับเทรนด์ที่จะมาช่วยขับเคลื่อนตลาดวัสดุก่อสร้างและที่อยู่อาศัยอาศัยในปีนี้ ผู้บริโภคยังคงต้องการสินค้า และโซลูชั่นที่สะอาด ปลอดภัย และมอบสุขภาวะที่ดีในการอยู่อาศัย เทรนด์การทำงานที่บ้าน (Work From Home:WFH) ทำให้ผู้บริโภคต้องการเทคโนโลยีดิจิทัล ที่จะเข้ามาช่วยให้การทำงานที่บ้านสะดวกสบายยิ่งขึ้น ซึ่งเราจะเห็นแนวโน้มการปรับปรุงบ้านใหม่มากขึ้น ซึ่งในตลาดมีไม่ต่ำกว่า 100,000 หลัง ที่ต้องปรับปรุงสภาพบ้าน เนื่องจากมีอายุมาไม่ต่ำกว่า 20 ปี ประกอบกับ ปรับปรุงพื้นที่้บ้านเพื่อรองรับ WFH การดีไซน์ภายในบ้านต้องรองรับกับความต้องการและประหยัดพลังงาน โดยพบว่า บ้านที่ขายดี จะต้องมีรองรับ 3-4 ห้อง เพื่อพักผ่อนและทำงาน เป็นต้น ทำให้ตลาดเกี่ยวกับพลังงาน “โซลาร์ รูฟ” จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ในช่วงขาลง แต่ด้วยสถานการณ์โควิด-19 และ WFH ทำให้พลิกกลับมาเป็นเทรนด์ที่รวดเร็วมากขึ้น ทั้งนี้ บ้าน 1 หลังที่ติดแผงโซลาร์ หากคำนวณย้อนกลับเป็นผลตอบแทน หากอายุการใช้งาน 8-10 ปี ก็จะได้รีเทิร์นหากเปรียบเทียบเป็นดอกเบี้ยเงินฝากประมาณ 10%

 และจากแนวโน้มตลาดที่คาดการณ์ไว้ เอสซีจี จะดำเนินธุรกิจด้วยแนวคิด Transformation with Innovation นำเทคโนโลยีดิจิทัลมากรุกตลาดใหม่ ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้า และเสริมแกร่งธุรกิจในทุกส่วน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ด้วยแผนเชิงรุก 3 ด้าน ได้แก่

1.Innovation & Service Solutions ต่อยอดพัฒนานวัตกรรมสินค้า และโซลูชันที่ตอบโจทย์สุขอนามัย และสุขภาพที่ดีสำหรับผู้บริโภค (Health & Hygiene) โดยปีนี้ลุยเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ อาทิ “Smart Building Solution” นวัตกรรมบริหารระบบอาคาร ด้วยเทคโนโลยี IoT เพื่อช่วยปรับคุณภาพอากาศ รวมทั้งช่วยประหยัดพลังงาน เพิ่มความหลากหลายของสินค้า “สุขภัณฑ์ COTTO Touchless Series” และ “กระเบื้อง COTTO Hygienic Tile” ที่ช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย รวมถึงพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์เรื่องโควิด-18 การก่อสร้างรวดเร็ว สะอาด ปลอดภัย อาทิ “Medical Solution by CPAC BIM” “Bathroom Mobile Unit” “ห้องความดันอากาศบวก”(Positive Pressure Room) ที่สร้างด้วย Smart Board Ultra Clean Wall Solution
ด้านสินค้าที่ตอบโจทย์การประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ Active Air Quality Solar Roof Solutions ซึ่งขยายสู่ตลาด Non-Residential ขณะเดียวกันได้พัฒนา Smart Living Platform ให้ลูกค้าใช้บริหารจัดการโซลูชันต่างๆ ของเอสซีจีภายในบ้านด้วยตัวเอง ตลอดจนต่อยอดขยายเซอร์วิสโซลูชันใหม่ เปิดตัว BAUEN by SCG (เบาเอ้น บาย เอสซีจี) บริการรีโนเวทครบ จบทุกความต้องการอย่างเป็นทางการ และตอกย้ำจุดแข็งของเซอร์วิสโซลูชันทั้ง Construction Solution และ Living Solution ที่มอบบริการครบวงจรแบบ End to End Service

“ปีนี้ เราประเมินว่า ยอดขายของธุรกิจซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง น่าจะเติบโต เนื่องจากทาง SCG มีการทำตัวเราให้ดี ทำทรานส์ฟอร์มเมชันให้ดี ส่งผลให้ SCG เข้าไปแชร์ตลาดใน เอเรียลใหม่ๆ ซึ่งเป็นตลาดที่คู่แข่งไม่เล่น โดยเฉพาะในเรื่องของ เซอร์วิส โซลูชั่น ที่เล่นยากมาก ซึ่งปัจจัยข้างต้น ก็ทำให้ยอดขายลดลงไม่มากประมาณ 10-20% แต่กำไรเป็นบวก 18% และคาดว่า ยอดขายจะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา” นายนิธิ กล่าว
อนึ่ง ก่อนหน้านี้ เอสซีจีแจ้งมีธุรกิจซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีตัวเลข 171,720 ล้านบาท

2.Digital Transformation ผสานเทคโนโลยีเข้ากับทุกส่วนของธุรกิจ โดยแบ่งเป็น 2 ด้าน ได้แก่ ด้านดิจิทัลสำหรับผู้บริโภค ปรับรูปแบบร้านค้าไปสู่อีคอมเมิร์ซมากขึ้น ต่อยอดการเชื่อมต่อร้านค้าแบบออฟไลน์ และออนไลน์ด้วยเทคโนโลยีในรูปแบบ SCG HOME Active Omni- Channel รวมถึงนำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Big Data Analytics และ AI มาวิเคราะห์อินไซต์ผู้บริโภค และนำข้อมูลไปพัฒนาสินค้า และบริการในอนาคต ตลอดจนสร้าง Ecosystem ให้แข็งแกร่งขึ้น โดยเชื่อมโยงผู้รับเหมา ช่าง และพาร์ทเนอร์ด้วยเทคโนโลยี เพื่อมอบบริการที่ดีให้กับเจ้าของบ้านไปพร้อมกัน ด้านดิจิทัลสำหรับการผลิต สานต่อการใช้ Industry 4.0 พร้อมนำระบบการดำเนินงานอัจฉริยะ (Smart Digital Operation) และระบบ Automation มาใช้ในกระบวนการผลิต

3.Sustainable Development มุ่งสร้างสมดุลด้านสังคม และสิ่งแวดล้อมที่ดีไปพร้อมๆ กับการเติบโตทางธุรกิจตลอดจนเพิ่มคุณค่าอย่างยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งได้นำมาประยุกต์เข้ากับการดำเนินงาน 3 ด้าน คือ Green Product & Service พัฒนาสินค้าและบริการ SCG Green Choice โดยปีนี้จะเพิ่มจำนวนสินค้า SCG Green Choice มากขึ้นประมาณ 30% Green Plant เพิ่มการใช้พลังงานทดแทนภายในโรงงานให้มากขึ้น เช่น ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ใช้รถยกไฟฟ้า (EV Forklift) เป็นต้น ด้านการช่วยเหลือสังคม เดินหน้ามอบสิ่งดีๆ คืนสังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเร็วๆ นี้ได้ร่วมกับร้านผู้แทนจำหน่ายส่งมอบนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์แก่สังคม อาทิ ห้อง Positive Pressure Room ด้วยระบบผนัง Smart Board Ultra Clean Solution นวัตกรรม CPAC BIM Medical Solution และ Bathroom Mobile Unit ซึ่งจะสานต่อการให้นี้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ เอสซีจียังมุ่งพัฒนาบุคลากร โดยจะมุ่งพัฒนาทักษะที่จำเป็น อาทิ Digital Skill, Data Analytics และ Service Excellence Skill  รวมถึงผนึกพันธมิตร อาทิ สถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการคิดค้นนวัตกรรมสินค้า และโซลูชันต่างๆ หรือพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อพัฒนาทักษะด้านการดำเนินธุรกิจค้าปลีกบนโลกออนไลน์

“หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจในยุคนี้ คือ ต้องสังเกตและเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า และตลาด รู้จักปรับตัว และทำงานด้วยความรวดเร็ว ซึ่งเราเชื่อว่าการปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และหลัก Sustainable Development เข้ามามีบทบาทในทุกมิติ พร้อมตอกย้ำจุดแข็งของโมเดลเซอร์วิสโซลูชัน จะช่วยให้เราสามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ทั้งกลุ่ม B2B และ B2C มอบความมั่นใจ ความสะดวกสบาย และสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้เราจะเดินหน้าสร้าง Ecosystem ทางธุรกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ตลอดจนขยายความร่วมมือกับพันธมิตรในรูปแบบ Open Innovation เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค ทั้งนี้จากแผนการดำเนินงานในปีนี้เราตั้งเป้าหมายว่าจะเติบโตในทิศทางเดียวกับตลาด และเพิ่มกำไรจากการปรับปรุงประสิทธิภาพ และต้นทุนการผลิตอย่างต่อเนื่อง” นายนิธิ กล่าวในที่สุด

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

*