ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมากลุ่มพฤกษาได้มีการปรับตัวค่อนข้างมากเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ทั้งผลกระทบจากมาตรการLTV และการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลต่อกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าทั้งคนไทยและต่างชาติ

ทำให้พฤกษาฯต้องปรับแผนลดการเปิดตัวโครงการใหม่จากเดิมจะเปิดโครงการใหม่เฉลี่ยปีละ30-50 โครงการ ปี 2562 ลดเหลือ 36 โครงการ มูลค่ารวม 41,170 ล้านบาท และปี 2563 ลดลงเหลือ 13 โครงการ มูลค่า 15,756 ล้าบาท โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าทาวน์เฮ้าส์และคอนโดฯ ที่เคยเป็นสินค้าหลักที่สร้างยอดขายและรายได้ให้กับกลุ่มพฤกษาฯต่อเนื่องมาหลายปี มีการเปิดตัวใหม่ลดลงมากกว่าครึ่ง

“ที่ผ่านมาองค์กรของพฤกษาเปรียบเสมือนคนอ้วนที่มีการขยายตัวทุกๆปี ลักษณะคล้ายกับการขยายสาขาของ 7-11 ไปตามชุมชนต่างๆ แต่เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทั่วโลก มีผลให้ GDP โลกและของประเทศไทยลดลง ขณะที่ NPL และหนี้ครัวเรือนปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะ Income Shock ทำให้บริษัทต้องปรับแผนการเปิดโครงการใหม่ให้มีจำนวนลดลง และเพิ่มกลยุทธ์ในการเร่งระบายสินค้าคงเหลือในพอร์ตแทน รวมถึงเพิ่มนวัตกรรมด้านการขายใหม่ เช่น การขายบ้านในรูปแบบออนไลน์และนำ Data Science ที่มีอยู่มาช่วยให้การขาย”

นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วงที่เกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในรอบปีที่ผ่านมา บริษัทได้นำกลยุทธ์ทางด้านราคาและโปรโมชั่นมาใช้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งระบายสต็อกสินค้าพร้อมขายในมือทั้งบ้านแนวราบและคอนโดมิเนียม โดยเฉพาะโครงการฮีโร่โปรเจค (Hero Projects)ที่ได้คัดโครงการพร้อมอยู่ที่เป็นเกรด A และ B มาเปิดขาย ทำให้สามารถเพิ่มยอดรายได้ให้กับบริษัทถึง 22% จากยอดรายได้รวม 9,584ล้านบาทในไตรมาส4ปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันยังช่วยปิดการขายโครงการที่อยู่ระหว่างการขายและดำเนินการอยู่ (Active Project) จากปี 2562 ที่มีอยู่ 189 โครงการ มูลค่า 104,700 ล้านบาท ลดลงเหลือ 153 โครงการ มูลค่ารวม  172,119 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2563 ที่ผ่านมา ขณะที่สินทรัพย์รวมลดลงเหลือ 78,273 ล้านบาท จากสิ้นปี 2562 ที่มีอยู่ 86,782 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลดลงจากโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนาเป็นหลัก ซึ่งล่าสุดมีสต็อกสินค้าคงเหลือ 14,725 ยูนิต จากสิ้นปี 2562 ที่มีอยู่ประมาณ 25.132 ยูนิต

ขายบ้าน-คอนโดฯพ่วงสุขภาพ
สำหรับกลยุทธกระตุ้นการขายในปีนี้ บริษัทจะเน้นการระบายสต็อกสินค้าคงเหลือในมือต่อเนื่อง และจะนำ Innovation มาใช้ในบ้านทั้งแนวราบและอาคารชุด เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความสะดวกสบายและใช้ชีวิตในบ้านของตัวเองมากกว่าที่จะไปใช้พื้นที่ส่วนกลาง เพราะผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

นอกจากนี้จะร่วมมือกับโรงพยาบาลวิมุต ซึ่งเป็นธุรกิจในเครือพฤกษา เปิดศูนย์ดูแลสุขภาพ ประกอบด้วยคลีนิค ศูนย์กายภาพ ศูนย์ดูแลและบริบาลผู้สูงอายุ รวมทั้งการให้บริการดูแลสุขภาพถึงบ้าน (Home Health Care) ให้มาตั้งอยู่ในโครงการบ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียมด้วย เพื่อเพิ่มทางเลือกในด้านการดูแลสุขภาพให้กับลูกค้า

ทั้งนี้โรงพยาบาลวิมุตแห่งแรกตั้งอยู่ในย่านสะพายควาย จำนวน 236 เตียงจะเปิดให้บริการเดือนพฤษภาคมนี้  เป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ (Tertiary Care) ที่สามารถรักษาโรครุนแรงและซับซ้อนได้ โดยมีศูนย์เฉพาะทางที่โดดเด่นคือ ศูนย์กระดูก หัวใจ สมอง  และศูนย์เบาหวานครบวงจร

เปิด29โครงการใหม่กว่า 2.6 หมื่นล้าน
เจาะตลาดราคาไม่เกิน3ล้าน
ส่วนแผนการดำเนินงานในปีนี้ นายปิยะกล่าวว่า  บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 3.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ทำได้ 2.19 หมื่นล้านบาท หรือเติบโต 45% และตั้งเป้ารายได้ 3.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนมีรายได้ 2.92 หมื่นล้านบาท เติบโต 9% โดยมียอดขายที่รอรับรู้รายได้ในปีนี้กว่า 1หมื่นล้านบาทจากมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog)ประมาณ 21,940 ล้านบาท

ทั้งนี้บริษัทจะเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 29 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 26,630 ล้านบาท แบ่งเป็นทาวน์เฮ้าส์ 17 โครงการ บ้านเดี่ยว 8 โครงการ และคอนโดมิเนียม 4 โครงการ  โดยเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ 30,000-50,000 บาทต่อเดือน สามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้ในระดับราคา2-3 ล้านบาท ซึ่งปีนี้จะมีสัดส่วนสินค้าระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทเปิดตัวถึง 47%

โดยเฉพาะทาวน์เฮ้าส์แบรนด์บ้านพฤกษา จะเปิดตัวถึง 8 โครงการ และคอนโดฯแบรนด์ พลัมคอนโดอีก 2โครงการ ซึ่งจะเป็นคอนโดฯบีโอไอ 1โครงการตั้งอยู่ในย่านรังสิต ใกล้กับมหาวิทยาลัย จะเปิดตัวในช่วงไตรมาส 2

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

*