นายชาญ ศิริรัตน์

พลัสฯ คว้างานบริหารอาคารเพื่อการพาณิชย์ 6 โครงการใหญ่ชูจุดแข็งพาร์ทเนอร์มืออาชีพ ผนวกเทคโนโลยีดูแลอาคารยุคใหม่ ชี้งานบริหารทรัพยากรอาคารและระบบวิศวกรรม  ต้องเร่งปรับตัวรับ New Normal เทรนด์อาคารสำนักงานที่ทั่วโลกให้ความสำคัญเรื่องเทคโนโลยี

 

นายชาญ ศิริรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายบริหารทรัพยากรอาคารและระบบวิศวกรรม บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ด้วยประสบการณ์ด้าน Facility Management หรือการบริหารจัดการอาคารของ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ กว่า 25 ปี ล่าสุด ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าใหม่ 6 โครงการ ซึ่งเป็นอาคารขนาดใหญ่ด้วยกันทั้งสิ้น ประกอบไปด้วย 1) อาคารธนาคารกรุงศรีอยุธยา สำนักเพลินจิต 2) อาคารเคพีเอ็น ทาวเวอร์ 3) อาคารวิริยะพันธุ์ โฮลดิ้งส์ (สำนักงานใหญ่ของกลุ่มวิริยะประกันภัย) 4) อาคารศูนย์ความก้าวหน้าทางวิชาการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย  5) ศูนย์การค้ายูเนี่ยน มอลล์ และ 6) อาคารสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ บริษัท เจียไต๋ จำกัด ณ สุขุมวิท 60 ส่งผลให้ปัจจุบัน พอร์ตบริหารงานทรัพยากรอาคารเพื่อการพาณิชย์รวมทั้งสิ้นกว่า 30 โครงการ มีพื้นที่บริหารรวมทั้งสิ้นกว่า 22,000,000 ตารางฟุต

จุดเด่นของพลัสฯ อยู่ที่การสร้างความแตกต่างโดยเริ่มจากความมุ่งมั่นในการทำงานที่มีมาตรฐานในระดับสากล และการทำหน้าที่เป็นพาร์ทเนอร์มืออาชีพที่เคียงข้างเจ้าของอาคาร ดูแล-ยกระดับอาคารโดยมุ่งไปสู่เป้าหมายร่วมกัน ด้วยบริการที่ออกแบบการบริหารเฉพาะตามรูปแบบและวัตถุประสงค์ของแต่ละอาคาร พร้อมทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์ผ่านการฝึกฝนส่งเสริมความรู้และเพิ่มทักษะการทำงานให้กับบุคลากรอย่างต่อเนื่อง มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารอาคาร ด้วยระบบปฏิบัติการ Building+ (บิ้วดิ้งพลัส) ที่เป็นมาตรฐานการทำงานเอกสิทธิ์เฉพาะพลัสฯ เชื่อมต่อกับเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) เน้นการทำงานแบบไร้รอยต่อ ให้บริการได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และมีประสิทธิภาพ จึงทำให้พลัสฯ สามารถเจาะกลุ่มลูกค้าที่มาจากหลากหลายอุตสาหกรรม มีทั้งอาคารสำนักงาน คลังสินค้า สถาบันการเงินและการลงทุน การแพทย์ การศึกษา รวมถึงคอมมูนิตี้มอลล์

เมื่อพิจารณาในส่วนของตลาดธุรกิจบริหารอาคารเพื่อการพาณิชย์ในปีนี้ เชื่อว่าเป็นปีที่ทุกภาคธุรกิจได้รับผลกระทบจากโควิด–19 ตลอดจนการเข้าสู่ยุคดิจิทัล ทำมีการพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ได้มีการนำเทคโนโลยีหรือที่เรียกว่า PropTech มาใช้อย่างแพร่หลาย ส่งเสริมระบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เช่น Command Center หรือศูนย์ควบคุมสังเกตการณ์จากส่วนกลาง เป็นตัวอย่างหนึ่งของการใช้ PropTech อย่างเต็มรูปแบบ ใช้ในการบริหารจัดการความปลอดภัยและระบบวิศวกรรมในพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อเฝ้าระวังเหตุการณ์ฉุกเฉินแบบเรียลไทม์

อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญคือการคำนึงถึงการจัดการด้านสุขภาพ สุขอนามัย และสภาวะของความสะดวกสบายในการทำงาน โดยพลัสฯ ได้นำเสนอในประเด็นที่ปัจจุบันนี้เป็นเทรนด์ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญก็คือเรื่อง Health and Wellness และเรื่อง Safety Technology ซึ่งมั่นใจว่าจะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของงาน Facility Management ยุคใหม่ ผู้บริหารจัดการอาคารจำเป็นต้องเพิ่มแนวทางการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมการดูแลด้านสุขภาพ สุขอนามัยของผู้ใช้อาคาร เช่น Wellness Indoor เพื่อดำเนินการดูแลภายในอาคารให้ผู้ใช้อาคารทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมและคุณภาพอากาศที่ดี ซึ่งต้องดูแลระบบกรองอากาศในอาคาร ควบคุมให้มีอากาศหมุนเวียนที่ดี กรองสิ่งสกปรก ลดฝุ่น PM 2.5 ตลอดจนเชื้อไวรัสและแบคทีเรียให้ได้มากที่สุด

นอกจากนี้ เทคโนโลยีที่ได้เข้ามามีบทบาทสอดรับ New Normal หรือชีวิตวิถีใหม่ของคนยุคปัจจุบัน เช่น หุ่นยนต์ทำความสะอาด (Cleaning Robots), หุ่นยนต์รักษาความปลอดภัย (Security Robots) การนำเทคโนโลยี Cloud มาปรับใช้ให้เกิดประสิทธิภาพต่อการทำงานในอาคาร (Work from Anywhere), ระบบ Smart Parking Tech ดูแลการใช้พื้นที่จอดรถให้มีประสิทธิภาพ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

*