ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯเผยผลสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยปี63 แนวราบมีแนวโน้มเปิดตัวใหม่ต่อเนื่องยาวถึงปี 64 สวนทางตลาดคอนโดฯ ติดลบ 44.4% เปิดตัวใหม่เพียง 30,443 หน่วย  ขณะที่มูลค่าโอนกรรมสิทธิ์ติดลบ 22.3% คาดหลังหมดมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ หน่วยเสนอขายจาก 26 จังหวัด ถึงสิ้นปี 64  ทะยานแตะ 339,294 หน่วย มูลค่าเหลือขาย 1.5 ล้านล้านบาท
ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์
ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และรักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ หรือ REIC เปิดเผยถึงสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยและภาพรวมสินเชื่อในปี 2563 เป็นยุคของตลาดแนวราบ คาดว่าทั้งปีอัตราการเปิดใหม่เติบโต 12.6%  อยู่ที่ 48,965 หน่วย สูงกว่าค่าเฉลี่ย 2 ปีที่ผ่านมา และคาดว่าปี 2564  ตลาดแนวราบยังมีแนวโน้มการเปิดตัวใหม่ต่อเนื่อง เติบโตประมาณ 6.3%  มียอดเปิดใหม่ 52,044 หน่วย ซึ่งจะขยายตัวทุกไตรมาส ตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปีนี้ ไปถึงไตรมาสสุดท้ายของปี 2564 แตกต่างจากตลาดคอนโดมิเนียมอย่างมาก ที่ในปี 2563-2564 ในอยู่ช่วงการระบายซัพพลาย ส่งผลให้หน่วยที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ ของอาคารชุดปี 2563 ติดลบ 44.4% และมีการเปิดใหม่เพียง 30,443 หน่วย

ทั้งนี้หากพิจารณาในแง่ของภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2563  ยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัวลง ส่งผลให้หน่วยการเปิดโครงการใหม่จะอยู่ที่ 79,408 หน่วย ติดลบ 19.2% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยช่วง 2 ปีที่มีหน่วยเปิดขายใหม่ที่ 109,859 หน่วย (ติดลบ 27%) และในปี 2564 หน่วยการเปิดใหม่จะเพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 88,828 หน่วย เพิ่มขึ้น 11.9% แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยและต่ำกว่าปี 2562 ที่มีหน่วยเปิดขายใหม่อยู่ที่ 98,248 หน่วย

ในส่วนของการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศนั้น เป็นผลของตัวเลขยอดขาย(Backlog)ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งจะเห็นได้ว่า ตัวเลขการโอนฯยังไม่สามารถปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ตั้งแต่ไตรมาสแรกปี 2563 ต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 3 ของปี 2564 ตัวเลขการโอนฯต่ำกว่าค่าเฉลี่ยช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ที่มีตัวเลขอยู่ที่ 98,216 หน่วย ยกเว้นไตรมาสสุดท้ายของปี 2564 จะเริ่มมียอดโอนกรรมสิทธิ์ที่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย ทั้งนี้ คาดว่าหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ปี 2563 ติดลบ 18.6% และในปี 2564 เติบโตเป็นบวก 2.2% แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาเป็นปีที่ 2 ส่งผลให้มูลค่าโอนฯที่อยู่อาศัยปีนี้ จะมีความสามารถทำได้ประมาณ 723,213 ล้านบาท ลดลงติดลบ 22.3%

 ทั้งนี้ หากแยกประเภทของตลาดที่อยู่อาศัย พบว่า ในปี 2563นี้และต่อเนื่องจนถึงปี 2564 แนวราบจะมาแรงแซงอาคารชุด แต่โดยรวมแล้ว ยอดโอนกรรมสิทธิ์ แนวราบจะลดลงติดลบ 18.2% มูลค่าลดลงติดลบ 22.4% ส่วนอาคารชุดหน่วยโอนฯลดลงติดลบ 19.2% และมีมูลค่าลดลงติดลบสูงถึง 22.2% มาอยู่ที่ 254,341 ล้านบาท

ขณะที่ หน่วยเสนอขายเหลือใน 26 จังหวัดสำรวจ พบว่า มีสัญญาณเพิ่มขึ้น โดย ณ ครึ่งแรกของปี 2563 มีจำนวน 293,319 หน่วย มีมูลค่าเหลือขาย 1.3 ล้านล้านบาท และคาดว่า ภายในสิ้นปี 2563 นี้ จะมีหน่วยเหลือขายเพิ่มเป็น 319,528 หน่วย มีมูลค่าเหลือขาย 1.4 ล้านล้านบาท และหลังจากหมดมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ คาดว่าหน่วยเสนอขายเหลือ ณ สิ้นปี 2564 เพิ่มขึ้นเป็น 339,294 หน่วย มูลค่าเหลือขาย 1.5 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ อาคารชุดจะมีหน่วยเหลือขายเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องไปถึงปลายปี 2564 ประมาณ 152,682 หน่วย มีมู ลค่าคงเหลือประมาณ 684,519 ล้านบาท เนื่องจากการเปิดโครงการในช่วงที่ผ่านมามีน้อย  และเชื่อว่าสต๊อกของอาคารชุด จะมีแนวโน้มสูงมาก จากเดิมใช้ระยะเวลาในการระบายสต๊อกหมดประมาณ 17-20 เดือน เพิ่มเป็นไม่ต่ำกว่า 50 เดือน เนื่องจากสต๊อกคอนโดฯ มีอยู่เป็นจำนวนมาก

ซึ่งต่างกับโครงการประเภทแนวราบ ที่มีการเปิดตัวค่อนข้างมาก แต่กลับมีอัตราการดูดซับที่ดี เช่นเดียวกับมูลค่าคงเหลือของแนวราบ ที่อยู่ในช่วงลดลงไปถึงครึ่งแรกของปี 2564  และขยับขึ้นเล็กน้อยในครึ่งหลังของปี 2564 มาอยู่ที่ 818,164 ล้านบาท

 

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

*