นายธนากร ธนวริทธิ์

ออลล์ อินสไปร์ฯหรือ ALL มั่นใจผลประกอบการปี2563 จะยังคงเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเป้ายอดขายตั้งไว้อยู่ที่ 5,000 ล้านบาท ส่วนยอดรับรู้รายได้ตั้งไว้อยู่ที่ 4,000 ล้านบาท ขณะที่กำไรในปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่  600 ล้านบาท ระบุไตรมาส 4/2563 พร้อมเปิด 3 โครงการใหม่เป็น คอนโดมิเนียม 2 โครงการ และทาวน์โฮมเฟส 3 อีก 1 โครงการมูลค่ารวม 3,800 ล้านบาท

 

นายธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ALL เปิดเผยในงานบริษัทจดทะเบียนพบนักลงทุนที่จัดขึ้นวันนี้(18 กันยายน 2563) ว่า บริษัทฯยังคงมั่นใจว่าผลหมายผลประกอบการในปี 2563 จะยังคงเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

เป้ายอดขายตั้งไว้อยู่ที่ 5,000 ล้านบาทในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563 ทำได้ที่ 2,200 ล้านบาท ที่เหลือ 3,200 ล้านบาทคาดว่าจะสามารถทำได้ตามเป้าหมายซึ่งจะมาจากยอดขายที่เกิดจากโครงการใหม่มูลค่ารวม 3,800 ล้านบาท ที่จะเปิดตัวในช่วงไตรมาส 4/2563 เป็นโครงการ คอนโดมิเนียม ใหม่อีก 2 โครงการ ทาวน์โฮมเฟส 3 อีก 1 โครงการ นอกจากนี้ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างเปิดขายในปัจจุบันอีกรวมมูลค่า 6,550 ล้านบาท ทั้งยอดขายที่จะเกิดจากโครงการใหม่และโครงการเก่าที่มีอยู่ในมือรวม 10,350 ล้านบาท เชื่อว่าจะทำให้ยอดขายเป็นไปตามเป้า

ส่วนยอดรับรู้รายได้ตั้งไว้อยู่ที่ 4,000 ล้านบาทในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563 ทำได้แล้ว  1,284 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 2,716 ล้านบาท จะมาจากยอดขายรอโอนหรือ Backlog ที่มี 3,570 ล้านบาท (65%) ที่จะโอนในปีนี้ และคาดว่าจะสามารถขายเพิ่มและโอนกรรมสิทธิ์ในส่วนที่เป็นสินค้าสร้างเสร็จพร้อมขายพร้อมโอนอีก 1,920 ล้านบาท (35% ) จากสองยอดรวมกันที่มีอยู่ 5,490 ล้านบาท บริษัทฯคาดว่าจะเป็นไปได้ที่จะสร้างยอดรับรู้รายได้ทั้งปีเป็นไปตามเป้า

ด้านกำไรในปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่  600 ล้านบาท ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563 ครึ่งปีแรกทำได้แล้วที่กว่า 214 ล้านบาท ที่เหลือ 386 ล้านบาทที่จะต้องทำเพิ่มซึ่งถ้าขายและโอนกรรมสิทธิ์ให้ลูกค้าได้ตามเป้ารวมถึงการรักษาอัตรากำไรไว้ได้ก็เชื่อว่ากำไรในปีนี้ก็จะเป็นไปตามเป้าหมายด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้บริษัทฯตั้งเป้าเติบโต 2-3 เท่าตัว นับตั้งแต่ปี 2562 และมีอัตรากำไรสุทธิปีนี้ที่  15-20% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563 อยู่ที่ 16.7%

ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2563 บริษัทฯมียอดขายรอโอนรวม 10,770 ล้านบาท จากห้องชุดจำนวน  2,692 ยูนิต ซึ่งจะทยอยรับรู้ถึงปี 2566 ทั้งนี้ ยอมรับว่า ในช่วงที่ผ่านมารายได้หลักยังมาจากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย คิดเป็นสัดส่วน 99 % มาจากService & Brokerage ประมาณ 1% ขณะที่สัดส่วนรายได้ประจำหรือ Recurring Income นั้นปัจจุบันยังไม่มี

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯคาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้าสัดส่วนรายได้ประจำจะเป็น 20% มาจากโครงการศูนย์การค้า เดอะ นิว ฟอรั่ม พลาซ่า ที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งก็จะเปิดตัวในไตรมาสี่ 4 /2563 จะทำให้สัดส่วนรายได้จากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่  70% และรายได้จาก Service & Brokerage จะมีสัดส่วนอยู่ที่ 10%

นายธนากร กล่าวด้วยว่า บริษัทฯยังคงกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจแบบครบวงจรด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยทั้งแนวสูงและแนวราบ ผ่านสินค้า 4 แบรนด์หลักๆดังนี้ คือ

  • แบรนด์ The Excel เจาะกลุ่มเป้าหมายวัยเริ่มทำงานและระดับกลางที่มีรายได้อยู่ที่ 25,000 – 50,000 บาทต่อเดือน
  • แบรนด์ RISE เจาะกลุ่มเป้าหมายระดับกลางขั้นไปมีรายได้อยู่ที่ 40,000 – 80,000 บาทต่อเดือน
  • แบรนด์ IMPRESSION เป็นสินค้าเจาะกลุ่มระดับ Luxury & Super Luxury ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้มีระดับรายได้ตั้งแต่ 150,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป
  • แบรนด์ VISION เป็นสินค้าแนวราบประเภททาวน์โฮมในเมือง เจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลางขึ้นไปมีรายได้ตั้งแต่ 40,000 – 100,000 บาทต่อเดือน

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2557 ถึงปัจจุบัน บริษัทฯมีโครงการที่พัฒนาแล้วทั้งสิ้น 18 โครงการ รวมมูลค่าทั้งสิ้น  23,500 ล้านบาท และในการดำเนินธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นั้นยังคงเน้นโครงการประเภท Low Rise ขายเร็ว โอนแร็ว และในขณะเดียวกันก็มีแผนขยายโครงการที่อยู่อาศัยประเภทแนวราบเพิ่มขึ้น รวมถึงเพื่อสร้างควาแข็งแกร่งให้กับธุรกิจบริษัทฯพร้อมเปิดรับพันธมิตรที่เป็น contractor และกลุ่มนักลงทุน อีกทั้งยังได้วางกลยุทธ์เพิ่มช่องทางการขายใหม่โดยไม่จำเป็นต้องขายที่สำนักงานขายโครงการด้วย

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

*