ครึ่งปีที่ผ่านมาราคาอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภทปรับลงมาชนิดที่ว่าทำเอาหลายคนน้ำลายหก คนที่มีความพร้อมในด้านการเงินจึงไม่รอช้าที่จะคว้าของดีราคาถูกไว้ครอบครอบ แต่ในทางกลับกันก็ยังมีอีกหลายคนที่มีความพร้อมในการซื้อที่อยู่อาศัยแต่ยังไม่กล้าตัดสินใจ เกิดความลังเลเกี่ยวกับจังหวะการเข้าซื้อว่าควรเข้าซื้อในช่วงนี้ที่ราคาปรับลดลงมาอย่างมากแล้ว หรือควรรอดูทิศทางที่อาจได้เห็นราคาปรับลดลงมากกว่านี้ ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีคำตอบที่แน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นความพิเศษของอสังหาริมทรัพย์คือ การมีอยู่อย่างจำกัดของที่ดินในทำเลที่ดี ในปีนี้ช่วงที่แม้มีการล็อกดาวน์แต่เราก็ได้เห็นอสังหาริมทรัพย์ในบางโครงการกลับยังขายดี ดังนั้นแม้ในอนาคตราคาจะปรับลดลงอีกหรือไม่นั้น แต่ที่อยู่อาศัยในโครงการศักยภาพและทำเลดีก็ย่อมหาไม่ได้ง่ายแล้ว เพราะของดีราคาถูกไม่ได้มีมาบ่อยๆ และไม่รอใคร เรียกได้ว่าพลาดแล้วพลาดเลยแน่นอน อย่างไรก็ตามโอกาสของคนที่พลาดจากของดีราคาพิเศษในทำเลที่เล็งไว้แล้วก็จะไม่ถูกปิดประตูไปซะทีเดียว เพราะยังมีตลาดรีเซลหรือที่เรียกว่ามือสองไว้สำหรับปลอบใจ แต่ในส่วนนี้ผู้ซื้อก็ต้องยอมรับว่าราคาที่ถูกนำมาขายต่อนั้นย่อมถูกผู้ซื้อมือแรกบวกกำไรไปก่อนแล้ว

จากข้อมูลล่าสุดของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ระบุว่า ราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาในช่วงไตรมาสแรกปี 2563 มีค่าเท่ากับ 293.3 จุด เพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นถึง 27.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยทำเลที่มีราคาปรับขึ้นสูงสุด 5 อันดับแรก ล้วนอยู่ในแนวรถไฟฟ้าทั้งหมด โซนที่เพิ่มขึ้นสูงสุด คือ รถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือ (คูคต-ลำลูกกา) ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 61.3% รองลงมาคือ โซนรถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) ราคาที่ดินโซนนี้เพิ่มขึ้น 45.1% ถัดมาคือโซนรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน (ตลิ่งชัน-ศาลายา) เพิ่มขึ้น 20% โซนรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (บางแค-พุทธมณฑลสาย 4) เพิ่มขึ้น 15.3% และโซนรถไฟฟ้าสายสีเขียวใต้ (สมุทรปราการ-บางปู และแบริ่ง-สมุทรปราการ) เพิ่มขึ้น 11.7% ซึ่งตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าแม้ภาวะวิกฤตแต่ราคาที่ดินก็ไม่ได้ปรับลดลง และแน่นอนว่าราคาที่ดินที่ยังเพิ่มขึ้นนี้ก็ย่อมสะท้อนไปยังราคาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่จะถูกพัฒนาขึ้นมาในอนาคตเช่นกัน

ส่วนการลดราคาของที่อยู่อาศัยที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้น มองว่าเป็นการลดราคาจากโครงการเดิมที่เหลือขาย ไม่ใช่โครงการใหม่ ส่วนโครงการใหม่ที่ยังเปิดตัวให้เห็นบ้างในปีนี้ก็มีการปรับลดราคาลงให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่ก็ไม่น่าจะเป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นตลอดไป มองว่าเป็นเพียงการปรับตัวระยะสั้นของผู้ประกอบการเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อ

อย่างไรก็ตามในส่วนของโครงการที่จะเปิดใหม่หลังจากนี้ มองว่าราคาจะไม่ปรับลดลงจากปัจจุบันแล้ว เนื่องจากโครงการใหม่ ย่อมเพิ่มมูลค่าโครงการด้วยการมีฟังก์ชั่นหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าไปเพื่อให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตวิถีใหม่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีการไร้สัมผัส (Touchless) ที่ต่อไปจะได้เห็นในโครงการใหม่ๆ ตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึงโครงการ เช่น การแจ้งเลขทะเบียนรถผู้มาติดต่อผ่านแอปพลิเคชั่น หรือการส่ง QR Code เพื่อให้ผู้มาติดต่อสามารถสแกนเข้า-ออกโครงการแทนการแลกบัตร การพัฒนาระบบเพื่อให้ใช้สมาร์ทโฟสแกนเพื่อเข้าใช้พื้นที่ส่วนกลาง ทั้งคลับเฮาส์ ฟิตเนส และสระว่ายน้ำ เป็นต้น ซึ่งแม้ว่าบางโครงการอาจจะมีราคาสูงขึ้นมาบ้างเล็กน้อยแต่หากตอบโจทย์การอยู่อาศัยในยุค New Normal ก็เชื่อว่าจะคุ้มค่าและดึงดูดใจคนซื้อได้เช่นกัน  และในฐานะที่อยู่ในวงการอสังหาฯ มองว่าช่วงนี้เป็นโอกาสทองของผู้ซื้อ หากเรามีความพร้อม พบโครงการที่ถูกใจ เมื่อผ่านการศึกษาและพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วก็อย่ารีรอเลยค่ะ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

*