ลุมพินี วิสดอม ฯ เผยโควิด-19 พ่นพิษ ส่งผลผู้ประกอบการปรับราคาที่อยู่อาศัยทุกประเภทลง 15% แต่ช่วยดันยอดโอนไตรมาส2/2563 สูงกว่าช่วงเดียวกันของปี 2562 สะท้อนยังมีดีมานด์ในตลาดและตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น ระบุบ้านเดี่ยวราคามากกว่า 20 ล้านบาท ทาวน์เฮาส์ 2.8-3.5 ล้านบาท และคอนโดฯไม่เกิน 10 ล้านบาท ย่านธุรกิจ ที่จัดโปรโมชั่นลดราคา ได้รับความสนใจสูงสุด ผลการสำรวจพบราคามีผลต่อการตัดสินใจซื้อในสภาวะเศรษฐกิจขาลง คาดครึ่งปีหลัง 2563 ที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ปรับราคาลงมาประมาณ 10-15%
นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ
นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด (LPN Wisdom: LWS) บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือบริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด(มหาชน)หรือ LPN เปิดเผยว่า นช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ โควิด-19 (เมษายน-พฤษภาคม 2563) ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ใช้กลยุทธ์ด้านราคา(Price Strategy) โดยมีการปรับราคาที่อยู่อาศัยทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และคอนโดมิเนียมลงมาประมาณ 15% เมื่อเทียบกับระดับราคาก่อนเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อที่อยู่อาศัยในไตรมาสสอง ทำให้มียอดขายและยอดโอนที่อยู่อาศัยในช่วงสองเดือนแรกของไตรมาสสองโดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคม ของหลายบริษัทสูงกว่าระยะเดียวกันของปี 2562

ทั้งนี้ยอดขายและยอดโอนที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อผู้ประกอบการเสนอราคาสินค้าที่ผู้ซื้อสามารถซื้อได้(Affordable Price) ยังมีกำลังซื้อในตลาด(Real Demand) เพราะผู้ซื้อจ่ายเงินน้อยลงเพื่อให้ได้ที่พักอาศัยที่ตัวเองต้องการ หรือจ่ายเงินเท่าเดิม แต่ได้ที่อยู่อาศัยที่มีขนาดพื้นที่ใช้สอยที่เพิ่มขึ้น ทำให้การตัดสินใจซื้อทำได้ง่ายขึ้น

จากการรวบรวบและวิเคราะห์ข้อมูลของ LPN Wisdom ระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม พบว่า ราคาที่อยู่อาศัยในแนวราบทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ ราคาเฉลี่ยในช่วงเวลาดังกล่าวปรับตัวลดลง 16% ดังนี้

คอนโดมิเนียม ปรับตัวลดลง 15% เมื่อเทียบกับราคาเมื่อสิ้นปี 2562

บ้านเดี่ยวที่ขายดีจะอยู่ที่ระดับราคามากกว่า 20 ล้านบาท ที่มีการปรับราคาลดลงมาประมาณ 5-20%

ทาวน์เฮาส์ระดับราคา 2.8-3.5 ล้านบาท ที่มีการปรับราคาลงมา 10-20% โดยราคาปรับตัวลงมาอยู่ที่ 2-2.5 ล้านบาท ได้รับความสนใจและขายดี

“คอนโดมิเนียมที่มีระดับราคาไม่เกิน 10 ล้านบาทในย่านธุรกิจ (Central Business District: CBD) ที่มีการปรับราคาลงมาประมาณ 20-50% ได้รับความสนใจและสามารถปิดการขายได้ในช่วงที่ผ่านมา”

ส่วนคอนโดมิเนียมที่อยู่รอบนอกกรุงเทพฯ  แต่อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าไม่เกิน 500 เมตร อาทิ สถานีอ่อนนุช และวุฒากาศ  ที่ระดับราคาเฉลี่ย ณ สิ้นปี 2562 อยู๋ที่ 105, 000  บาทต่อตารางเมตร แต่ปรับลดราคาลงมาอยู่ที่ 90,000  บาทต่อตารางเมตร หรือปรับลดราคาลงมาประมาณ 14% ได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาด ทำให้บางโครงการสามารถปิดการขายได้

จากการสำรวจพบว่าในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา มีโครงการที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบและแนวสูง ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่สามารถปิดการขายทั้งโครงการได้มากกว่า 10 โครงการ(ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่สร้างเสร็จแล้ว และมีการขายโครงการมาต่อเนื่องประมาณ 2-3 ปี) ขณะที่ยังมีสินค้าคงค้างที่สร้างเสร็จพร้อมขายอยู่ในตลาดอีกประมาณ 36,123 หน่วย ผลการศึกษาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่านอกจากทำเลแล้ว ราคายังมีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจของผู้ซื้อ โดยเฉพาะการกำหนดราคาที่ผู้ซื้อสามารถซื้อได้(Affordable Price) เพื่อตอบโจทย์กับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และรายได้ที่ลดลงของผู้ซื้อในตลาด

“ปัจจุบันเราพูดถึงราคาที่ผู้ซื้อสามารถซื้อได้มากขึ้น และสถานการณ์ในปัจจุบันการกระตุ้นกำลังซื้อด้วยกลยุทธด้านราคา ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้ซื้อ ทำให้เราจะเห็นการปรับราคาของที่อยู่อาศัยที่มีอยู่ในตลาดเดิม และราคาของที่อยู่อาศัยใหม่ที่จะเปิดตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 มีการปรับราคาลงมาประมาณ 10-15% เมื่อเทียบกับปี 2562 เพื่อตอบโจทย์กับกำลังซื้อที่มีอยู่ในตลาด” นายประพันธ์ศักดิ์ กล่าวในที่สุด

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

*