เอพี (ไทยแลนด์)ควง บีซี พร็อพเพอร์ตี้ เป็นเอเจนท์อสังหาฯในเครือโชว์บิ๊กดาต้าทำเล ‘ลาดพร้าว – อนาคตของวันนี้’ พร้อมส่งมอบโครงการ LIFE ลาดพร้าว มูลค่า 8,000 ล้านบาท คอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ให้ลูกค้า ในแพ็คเกจราคาที่จับต้องและต่อยอดได้ เริ่ม 4.59 ล้านบาทหรือเพียง 131,000 บาท/ตร.ม. เผยผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า 4-5%

นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)หรือ AP เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทฯได้เริ่มส่งมอบคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่โครงการ LIFE ลาดพร้าว ให้กับลูกค้าแล้ว โดยโครงการ 8,000 ล้านบาท จำนวน 1,615 ยูนิต  นับเป็นหนึ่งในไฮไลท์โปรเจคร่วมทุนระหว่างเอพีและพันธมิตรญี่ปุ่น มิตซูบิชิ เอสเตท เรสซิเดนซ์ (บริษัทในเครือมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป) ที่ประสบความสำเร็จในการเปิดขายตั้งแต่วันแรก ในแพ็คเกจราคาที่จับต้องและต่อยอดได้ เริ่ม 4.59 ล้านบาทหรือราคา 131,000 บาทต่อตารางเมตร (ตร.ม.) ล่าสุด เอพีฯ ได้เปิดบ้านต้อนรับลูกค้า LIFE ลาดพร้าว เข้าตรวจห้องชุดในเฟสแรกตามแผนที่วางไว้ (14-15 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา) ลูกค้ากว่า 95% รับมอบห้องทันทีหลังตรวจเช็คในวันดังกล่าว

นายวิทการ จันทวิมล

ด้วยศักยภาพโครงการตั้งอยู่บนที่ดินที่ในทำเลลาดพร้าวบริเวณบีทีเอสห้าแยกลาดพร้าว ที่ในปัจจุบันเป็นทำเลที่เต็มไปด้วยศักยภาพและโอกาส ที่พร้อมต่อยอดทั้งการใช้ชีวิตและการลงทุน ที่จะเป็นทั้งย่านธุรกิจแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ และศูนย์กลางโครงข่ายการเดินทางระบบรางของประเทศไทยอย่างแท้จริง ขณะที่ราคาที่ดินปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 33 %ต่อปีอย่างต่อเนื่องมาตลอด 5 ปี และบริษัทฯมีคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ LIFE (ไลฟ์) เปิดตัวในย่านนี้จำนวน 2 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 14,400 ล้านบาท จะมาตอบโจทย์อินไซต์จริงของลูกค้ากลุ่ม ‘อะแดปทีฟ เจเนอเรชั่น’ (Adaptive Generation) คนเมืองรุ่นใหม่วัยทำงานที่มีเป้าหมายในการใช้ชีวิต (Life Purpose) พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบ พร้อมกันนี้บริษัทฯได้เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ในย่านนี้อีก 1 โครงการ มูลค่าโครงการ 2,100 ล้านบาท ภยใต้แบรนด์ ไลฟ์ ลาดพร้าว วัลลี่ย์ ตามแผนจะเปิดตัวในช่วงสิ้นปี 2563 นี้

ทั้งนี้ โครงการ LIFE ลาดพร้าว คอนโดมิเนียมพร้อมอยู่  มูลค่าโครงการ 8,000 ล้านบาท บนพื้กว่า 7 ไร่ ประกอบด้วยอาคารที่พักอาศัยจำนวน 2 อาคาร สูง 45 ชั้นและ 46 ชั้น จำนวน 1,615 ยูนิต ขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ สตูดิโอ ขนาด 26–29 ตารางเมตร ห้องชุด 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาด 35 ตารางเมตร และห้องชุด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ขนาด 48.5–75 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 4.59 ล้านบาทหรือ 131,000 บาท/ตร.ม.

ด้านนายขยล ตันติชาติวัฒน์ ผู้อำนวยการ บริษัท บางกอกซิตี้สมาร์ท จำกัด (BC) ซึ่งเป็นเอเจนท์อสังหาฯในเครือเอพีฯ กล่าวให้ความเห็นว่าทำเลลาดพร้าวปี 2020 ถือเป็นทำเลแห่งอนาคตของวันนี้อย่างแท้จริง (Ladprao 2020 – The Future is Now) โดยเฉพาะ 5 ปัจจัยหลักสำคัญ ที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดทั้งผู้ประกอบการให้เข้ามาลงทุน รวมถึงกระตุ้นความคึกคักตลาดคอนโดมิเนียม ทั้งลูกค้าเรียลดีมานด์รวมถึงความสามารถในการต่อยอดของกลุ่มนักลงทุน ได้แก่

(1) เป็นศูนย์กลางของการเดินทางและระบบขนส่งมวลชน นอกจากการเป็นจุดเชื่อมต่อของรถไฟฟ้าสายสีเขียวและรถไฟใต้ดินสายน้ำเงินแล้วที่ปัจจุบัน ยังเป็นที่ตั้งของสถานีกลางบางซื่อ ศูนย์กลางสายรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนที่กำลังจะสร้างเสร็จในปี 2564 ซึ่งถือเป็นเสมือนตัวผลักดันให้พื้นที่โดยรอบ เกิดการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง

(2) ศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งใหม่ ที่มีความพร้อมของพื้นที่อาคารสำนักงานเกรดเอและบีครอบคลุมกว่า 3 แสนตารางเมตร และเมื่อสถานีกลางบางซื่อสร้างเสร็จจะส่งผลให้เกิดพื้นที่อาคารสำนักงานแห่งใหม่อีกกว่า 1 แสนตารางเมตร ซึ่งคาดการณ์ว่าจะส่งผลให้มีการเพิ่มขึ้นของพนักงานออฟฟิศทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติรวมกว่า 40,000 คน ทำให้มีผู้สนใจลงทุนในย่านนี้จำนวนมาก

 (3) ศูนย์กลางของสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย โดยเฉพาะศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่าลาดพร้าวที่มีผู้ใช้บริการมากกว่า 150,000 คน/วัน

(4) พื้นที่สีเขียวที่เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ถึง 3 แห่งเป็นปอดของกรุงเทพฯ โดยเมื่อนับพื้นที่รวมกันถึง 700 ไร่ หรือ 1.12 ล้านตารางเมตร

และ (5) ที่สำคัญทำเลลาดพร้าวยังถูกยกให้เป็นทำเลแห่งโอกาสของตลาดคอนโดมิเนียมในแพ็คเกจราคาที่คุ้มค่า จับต้องและต่อยอดได้ทั้งลูกค้าเรียลดีมานด์และกลุ่มนักลงทุน

หากพิจารณาข้อมูลจากบิ๊กดาต้าของบีซีย้อนหลัง 5 ปี พบการเปิดตัวของสินค้าคอนโดติดถนนหลักเส้นพหลโยธิน ตั้งแต่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินพหลโยธิน-สถานีรถไฟฟ้ารัชโยธิน ทั้งสิ้น 11 โครงการ จำนวน 8,263 ยูนิต ในราคาขายเฉลี่ย 145,000 บาท/ตร.ม. มียอดขายรวมแล้วกว่า 74% อย่างไรก็ตาม หากเจาะข้อมูลดีมานด์ในแต่ละสถานีพบว่า สถานีที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ สถานีบีทีเอสห้าแยกลาดพร้าวที่มีอัตราการตอบรับที่ดีที่สุด ด้วยยอดขายรวมกว่า 82% มียูนิตคงเหลือขายประมาณ 490 ยูนิตเท่านั้น เหตุเพราะเป็นโลเคชั่นที่ดีที่สุดเปรียบเสมือนศูนย์กลางของย่าน ขณะที่คอนโดมิเนียมในกลุ่มสินค้ารีเซลก็พบการปรับตัวของราคาขึ้นมาปีละประมาณ 8% เช่นกันนอกจากนี้ ผู้ซื้อที่ต้องการลงทุนในการปล่อยเช่าและขายต่อให้ความสนใจในตลาดโซนนี้ไม่แพ้กัน เพราะผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าระยะยาว (Rental Yield) ของคอนโดฯ ในย่านนี้ พบอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 4-5% ซึ่งนับว่าราคาคอนโดมิเนียมในทำเลนี้ ยังเหมาะสมในการซื้อทั้งเพื่ออยู่อาศัยและเพื่อการลงทุนระยะยาว  กลุ่มผู้ซื้อส่วนใหญ่ 89 % ในย่านนี้เป็นกลุ่มลูค้าคนไทย ส่วนที่เหลือประมาณ 11 % เป็นกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติที่ส่วนใหญ่ก็เป็นชาวต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทย

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

*