ปี 2562 บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) ที่มี “พีระพงศ์ จรูญเอก” เป็นหัวเรือใหญ่ของกลุ่มบริษัทฯ จบปีด้วยยอดขาย 28,942 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 14,122.1 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 15.1 เมื่อเทียบกับปี 2561 ที่กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้รวม 16,637.8 ล้านบาท โดยรายได้สำหรับปี 2562 มาจาก ดังนี้

  • การขายอสังหาริมทรัพย์ 12,278.6 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 86.9 ของรายได้รวม
  • รายได้มาจากค่าบริหารโครงการ 918.9 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 6.5 ของรายได้รวม
  • การจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทย่อย 458.6 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 3.2 ของรายได้รวม
  • และรายได้อื่นๆ เท่ากับ 465.3 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 3.3 ของรายได้รวม เพิ่มขึ้นจากปี 2561 จํานวน 203.3 ล้านบาท คิดเป็นเพิ่มขึ้นร้อยละ 77.6 เนื่องจากกลุ่มบริษัทฯ มีรายได้จากการรับบริหารนิติบุคคลอาคารชุด รายได้จากบริการรับทําความสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับจํานวนโครงการที่รับบริหารเพิ่มขึ้น และเงินมัดจํารับจากการยกเลิกสัญญาการจองกลุ่มบริษัทฯ มีกำไรสำหรับปี 2562 เท่ากับ 3,027 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 21.4 ของรายได้รวม ลดลงจากปี 2561 จำนวน 310 ล้านบาท หรือคิดเป็นลดลงร้อยละ 9.3

ในปี 2562 กลุ่มบริษัทฯ มีการร่วมลงทุนเพิ่มขึ้น ดังนี้

(1) บริษัท โนมูระ เรียลเอสเตท ดีเวลล็อปเมนท์ จํากัด เพื่อพัฒนาโครงการ “พาร์ค ออริจิ้น จุฬา-สามย่าน”

(2) บริษัท เอสคอน เจแปน (ประเทศไทย) จํากัด เพื่อพัฒนาโครงการ “ไนท์บริดจ์สุขุมวิท-เทพารักษ์”

(3) บริษัท ดุสิตธานี จํากัด (มหาชน) เพื่อพัฒนาโครงการ “เดอะ แฮมป์ตัน ศรีราชา บาย ออริจิ้น แอนด์ ดุสิต”

(4) CI:Z Limited Liability Partnership จากประเทศญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาเป็นโรงแรมระดับไฮเอนด์ต่อไป

ทั้งนี้ พันธมิตรใหม่จากประเทศญี่ปุ่น จํานวน 2 ราย ได้แก่ บริษัท เอสคอน เจแปน (ประเทศไทย) จํากัดและ CI:Z Limited Liability Partnership รวมทั้งพันธมิตรใหม่ที่มีประสบการณ์บริหารงานธุรกิจโรงแรมกว่า 70 ปี ได้แก่ บริษัท ดุสิตธานี จํากัด (มหาชน)

พีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทออริจิ้นฯ ยอมรับว่า ทั้งเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย ได้เปลี่ยน Geographic ของการทำธุรกิจอย่างสิ้นเชิง มีหลากหลายปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจอสังหาฯ ไม่ดีนัก ปีที่ผ่านมา 2562 เราฝ่าวิกฤตต่างๆ มากมายรวมทั้ง LTV  ปีนี้ 2563 มีวิกฤติใหม่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติไวรัส โควิด-19 ปัญหาสงครามการค้าของสองประเทศมหาอำนาจที่ยังไม่จบแตกเพื่อ “โต” รับมือทุกสภาวะเปลี่ยนแปลงของโลก

“ออริจิ้น” จะโตอย่างไร ? ท่ามกลาง“วิกฤติ” ที่เกิดขึ้นในปี 2563 เป็นปีที่บริษัทฯ ก้าวสู่ทศวรรษที่2:ทศวรรษแห่ง การปฎิรูป (The Decade of Transformation) ปฎิรูปองค์กรสู่ลักษณะกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ แตกบริษัทย่อยออกมาเป็น 6 กลุ่มบริษัทกับเป้าหมายพร้อมรับมือกับสภาวะความเปลี่ยนแปลงของโลก ดังนี้

1.บริษัท ออริจิ้น คอนโดมิเนียม จำกัด เป้าหมายเจาะตลาดสมาร์ทคอนโด ภายใต้แบรนด์หลัก “ดิ ออริจิ้น” โดยมีนายเกรียงไกร กรีบงการ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทฯ ตามแผนปี 2563 นี้จะเปิด 2 โครงการ มูลค่าโครงการรวม  4,200 ล้านบาท คือ โครงการ “ดิ ออริจิ้น” ลาดพร้าว 111 มูลค่าโครงการ  1,900 ล้านบาท และโครงการ “ดิ ออริจิ้น” เฟสสอง ที่อยู่ย่านรามอินทรา  83 มูลค่าโครงการ  2,300 ล้านบาท

2.บริษัท พาร์ค ลักชัวรี่ จำกัด พัฒนาคอนโดมิเนียมระดับ Luxury ภายใต้แบรนด์ “ไนท์บริดจ์” เป็นแบรนด์ High End ราคา 1.5-2.0 แสนบาทต่อตารางเมตร (ตร.ม.) และ “พาร์ค ออริจิ้น” แบรนด์คอนโดฯ ระดับ Luxury ราคาตั้งแต่ 2 แสนบาทต่อตร.ม. ขึ้นไปโดยมีนายศิริพงศ์ ศรีสว่างวงศ์ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทฯ ตามแผนปี 2563 นี้เปิดเพียง 1 โครงการช่วงไตรมาส 2 ปี 2563 คือ โครงการ KNIGHTSBRIDGE SPACE พระราม 4 มูลค่าโครงการ 2,300 ล้านบาท

3.บริษัท บริทาเนีย จำกัด ดำเนินธุรกิจโครงการแนวราบแบรนด์ “บริทาเนีย” แบรนด์นี้เปิดโครงการแรกปี 2560 มูลค่า 867 ล้านบาท เติบโตมาเรื่อยๆ ล่าสุดปี 2562 เปิดตัว 4โครงการ มูลค่ารวม 6,000 ล้านบาท ส่วนปี 2563 นี้วางแผนเปิดตัว  6 โครงการรวมมูลค่าโครงการ 12,000  ล้านบาท แบ่งเป็นแบรนด์ “บริทาเนีย” มูลค่า 7,900 ล้านบาท คิดเป็น 65% ที่เหลือเป็นแบรนด์ใหม่ คือแบรนด์  BELGRAVIA และ Brighton  เน้นลงทุนพัฒนาบนทำเลที่มีศักยภาพ การแข่งขันน้อย กระจายพัฒนาในพื้นที่ 10 จังหวัด คือ กทม. นนทบุรี สมุทรปราการ  นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี  และระยอง โดยมีนางศุภลักษณ์ จันทร์พิทักษ์ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทฯ

นอกจากนี้ในปีนี้ ได้พัฒนาแบรนด์บ้านจัดสรรระดับ Luxury ภายใต้แบรนด์  BELGRAVIA  เพื่อเจาะตลาดความต้องการบ้านหรูระดับราคา 10-35 ล้านบาทประเดิม  2 โครงการ ย่านราชพฤกษ์  และบางนา มูลค่าโครงการ 2,300 ล้านบาท และ 1,600 ล้านบาท (ตามลำดับ) นอกจากนี้ยังมีแบรนด์ Brighton อีก 1โครงการ มูลค่า  300ล้านบาท

ในปีนี้ บริทาเนีย ตั้งเป้ามีการรายได้จากการโอนบ้านให้ลูกค้าประมาณ 5,000 ล้านบาท (ปี 2562 มีรายได้ จากการโอน 1,557 ล้านบาท)

4.บริษัท ออริจิ้น อีอีซี จำกัด พัฒนาโครงการในแถบเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (โซน EEC) 3 จังหวัด (ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา) โดยมีนายอรุช ช่างทอง เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทฯ ซึ่งปี 2563 นี้จะเปิดโครงการใหม่คือ HAMPTON SRIRACHA จำนวน 471 ยูนิต มูลค่า 1,400 ล้านบาท เป็นโครงการร่วมทุนระหว่าง ออริจิ้น กับ ดุสิต และได้ตั้งเป้ารายได้ปี 2563 ประมาณ 1,350  ล้านบาท

5.บริษัท วัน ออริจิ้น จำกัด ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ ที่สร้างรายได้ประจำหรือ Recurring income ทั้งโรงแรม ค้าปลีก สำนักงานให้เช่า โครงการมิกซ์ยูส โดยนายปิติพงษ์ ไตรนุรักษ์ เป็นผู้บริหารหลัก

6.บริษัท พรีโม่ เซอร์วิส โซลูชัน จำกัด ประกอบธุรกิจพร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเมนต์ ปัจจุบันดูแล 52 โครงการ มีทั้งในและนอกเครือออริจิ้นจำนวน 20,131 ยุนิต โดยมีนายอรุช ช่างทอง เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

“เราคิดเรื่องธุรกิจใหม่ๆทุกวัน” พีระพงศ์ กล่าว พร้อมระบุว่า ทุกบริษัทย่อยที่ดำเนินการจะช่วยกระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ มีอิสระในการดำเนินงาน สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วและรอบทิศมากขึ้น โดยหากทุกบริษัทในเครือก้าวขึ้นสู่ระดับท็อปแล้ว บริษัทฯ อาจพิจารณาการลงทุนในกลุ่มประเภทธุรกิจใหม่ๆ ที่ไม่ใช่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอสังหาฯ (Beyond Property) ต่อไป

“ ประหยัด และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นสิ่งที่จะถูกพูดถึงอย่างหนักหน่วงในปี  2563” พีระพงศ์ กล่าวระหว่างงานแถลงทิศทางธุรกิจของออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ และบริษัทในเครือปี 2563 ภายใต้กลยุทธ์ Open for Growth , Open Platform”  เปิดรับพันธมิตรรอบด้านทุกประเภทธุรกิจไม่ว่าจะประเภทเดียวกันและข้ามประเภทธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถซึ่งกันและกันในการสร้างสรรค์นวัตกรรมในที่อยู่อาศัย

ตัวอย่างกลุ่มที่ ออริจิ้น พร้อมเปิดรับมาร่วมเป็นพันธมิตร เช่น กลุ่มซัพพลายเออร์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับอสังหาฯ กลุ่มเจ้าของที่ดิน ที่ต้องการแก้ปัญหาภาษีที่ดินฯ และกลุ่มพันธมิตรร่วมทุนหรือ JV Partner ซึ่งนอกจากพันธมิตรที่เปิดตัวไปเมื่อปีที่ผ่านมาแล้วล่าสุด กลุ่มบริษัทออริจิ้น ยังดึง GS Engineering & Construction Corp. ดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่และเป็นบริษัทในกลุ่มจีเอส อีแอนด์ซี (GS E&C )จากเกาหลี มาร่วมทุนในการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม 2 โครงการโครงการ KNIGHTSBRIDGE SPACE พระราม 4 มูลค่าโครงการ 2,300 ล้านบาท และโครงการ “ดิ ออริจิ้น” ลาดพร้าว 111 มูลค่าโครงการ  1,900 ล้านบาท

“เรามองว่าเศรษฐกิจไทยแย่ แต่เขา (ต่างชาติ) มองว่าเศรษฐกิจเขาแย่กว่าไทย และกลุ่มประเทศเหล่านี้มีเงิน เขาก็กระจายการลงทุน” พีระพงศ์ สะท้อนมุมมองที่นักลงทุนต่างชาติมองประเทศไทย

ระมัดระวังเปิดคอนโดฯ – ชูธงแนวราบเป็น Flagship ใหม่หนุนรายได้

ทั้งนี้ ในปี2563 กลุ่มบริษัทออริจิ้น ตั้งเป้ายอดขายรวมไว้ที่ 21,500 ล้านบาท โดยมาจาก

  • ยอดขายโครงการใหม่ (คอนโดฯและบ้านจัดสรร) ประมาณ 8,500 ล้านบาท
  • มาจากโครงการสร้างเสร็จ (Ready to Move ) ประมาณ 10,000 ล้านบาท
  • และโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ (On Going ) ประมาณ 3,000 ล้านบาท

สำหรับรายได้ที่ตั้งเป้าไว้จากการโอนบ้านและคอนโดนประมาณ 14,000 ล้านบาท และคาดว่าจะมีรายได้รวมทั้งสิ้น  16,000 ล้านบาท บาท ปัจจุบันกลุ่มบริษัทฯ ยอดขายรอรับรู้รายได้ 44,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ได้ภายใน 4 ปีข้างหน้า

ส่วนงบลงทุนในปีนี้ตั้งไว้ที่ 15,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงบซื้อที่ดิน 7,000 ล้านบาท และงบก่อสร้าง 8,000 ล้านบาทหากพิจารณาแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2563 ของกลุ่มบริษัทออริจิ้น ที่มีทั้งหมด 14 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 20,000  ล้านบาท ดูค่อนข้างจะระมัดระวัง โดยรุกตลาดแนวราบต่อเนื่อง เป็น Flagship ใหม่ และมีแผนเพิ่มสัดส่วนเปิดใหม่เป็น 61% (21,100 ล้านบาท) ด้วยคาดหวังเป็นรายได้ที่เข้ามาหนุนสม่ำเสมอในทุกไตรมาสผ่านแบรนด์ “บริทาเนีย” ระดับราคา ราคา 2-10 ล้านบาทและต่อยอดระดับ High-End อย่างแบรนด์ใหม่แบรนด์  BELGRAVIA  ระดับราคา 10-35 ล้านบาท (อนึ่ง: ปี 2562 เปิดตัวแนวราบ 4 โครงการ มูลค่า 6,000 ล้านบาท)

สำหรับการเปิดตัวคอนโดฯ มีสัดส่วนเพียง 39% (7,900 ล้านบาท) ถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับช่วงปี 2562 ที่ผ่านมาที่มีการเปิดตัวคอนโดฯ มากถึง 18,200  ล้านบาท ซึ่งสะท้อนภาพได้ว่านั่นเป็นการปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์ของตลาดด้วยการเน้นเร่งทำยอดขายโครงการเดิม อีกทั้งยังหากยังลุยเปิดโครงการใหม่เพิ่ม อาจเผชิญการดัมพ์ราคาลงจากคู่แข่งที่ต้องการระบายสต็อกเหลือขายในโครงการเดิม ซึ่งการเปิดตัวโครงการใหม่ที่ลดลงนี้โดยเฉพาะโครงการระดับไฮเอนด์ นั้น พีระพงศ์ ก็ยอมรับว่าปี 2563 นี้ กลุ่มบริษัทออริจิ้น ก็จะ “ชะลอ” การเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมในกลุ่ม Luxury ที่มีระดับราคากว่า 200,000 บาทต่อ ตร.ม. ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีอยู่ในตลาดค่อนข้างมาก

กล่าวได้ว่า การที่กลุ่มบริษัทออริจิ้น ให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างภายในองค์กร เพื่อการเติบโตของทุกประเภทธุรกิจอย่างยั่งยืน หรือการสร้างความร่วมมือหรือ Synergy ทั้งระหว่างประเภทุธุรกิจเดียวกันและต่างประเภทธุรกิจจะสามารถเชื่อมต่อ หรือ Plug-In กับ Open Platform ได้ดีแค่ไหน อย่างไรกับธุรกิจในเครือ รวมทั้งการปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดอสังหาฯ ในสไตล์ “ออริจิ้น” จะถึงเป้าหมายแค่ไหน ท่ามกลางการเผชิญความเสี่ยงที่ไม่ต่างไปจากเพื่อนร่วมธุรกิจเดียวกันทั้งจากปัจจัยภายนอกประเทศและภายในประเทศที่ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงของกำลังซื้อที่อ่อนแอ, ยอดขายถูกยกเลิก, การปฏิเสธสินเชื่อของธนาคาร, งานก่อสร้างล่าช้า เป็นต้น

… ทุกความเสี่ยงเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อ ผลประกอบการด้าน “ยอดขาย” และ “รายได้” ทั้งสิ้น !!

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

*