ลลิลฯคาดภาพรวมเศรษฐกิจปี63ใกล้เคียงปีที่ผ่านมา จากปัจจัยบวกดอกเบี้ยทรงตัว-มาตรการกระกตุ้นภาคอสังหาฯจากภาครัฐ เชื่อแนวราบปีหนูทองโต 2-4% เผยสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน เป็นปัจจัยที่นอกเหนือการควบคุม-มีความเสี่ยงต่อตลาดออสังหาฯ พร้อมปรับตัวรับแผนการลงทุน  ประกาศรุกบ้านแนวราบต่อเนื่อง 9 – 11 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 5,000 – 5,500 ล้านบาท    ตั้งเป้าหมายยอดขายแตะ 6,200 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ที่ 5,250 ล้านบาท

นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ LALIN เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยของไทยในปี 2562 ที่ผ่านมาว่า มีการชะลอตัวลง โดยเฉพาะในกลุ่มแนวสูง  ซึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลง  ภาวะหนี้ครัวเรือนที่ทรงตัวในระดับสูง  ตลอดจนมาตรการกำกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย  (Loan to Value: LTV) ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ออกมาเพื่อลดการเก็งกำไรในตลาดอสังหาฯ ทำให้ตลาดแนวสูง ที่มี Demand ในกลุ่มการลงทุน และ Speculative อยู่ ได้รับผลกระทบที่มากกว่าตลาดแนวราบ   ทั้งนี้ ลลิลฯ มีการประเมินและมองเห็นความเสี่ยงตรงจุดนี้มาล่วงหน้า  จึงได้หยุดการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมมาแล้วกว่า 2 ปี  เน้นพัฒนาแต่โครงการแนวราบที่เป็น Real Demand จึงทำให้บริษัทฯ ยังคงสามารถเติบโตได้ แม้ในภาวะตลาดอสังหาฯ โดยรวมที่ซบเซา

สำหรับในปี 2563 นี้ คาดว่าเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจะขยายตัวได้ใกล้เคียงกับในปี 2562 หรือดีขึ้นเล็กน้อย หรือขยายตัวได้ที่ราว 3% บวกลบ  โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ   เม็ดเงินการลงทุนของภาครัฐ ที่จะเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้นในปี 2563 นี้ หลังจากที่มีการล่าช้าไปในปี 2562  ตลอดจนมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ของภาครัฐที่ออกมา และนโยบายสนับสนุนให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ผ่านการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำโดยแบงก์รัฐ    ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ตลาดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยของประเทศไทยในไตรมาส 1 ปี 2563 ขยายตัวได้ดีขึ้นจากปี 2562    ขณะที่ผู้ประกอบการเองก็จะพยายามกระตุ้นกำลังซื้อผ่านกิจกรรมทางการตลาดอย่างเข้มข้น ทั้งนี้ คาดว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์แนวราบในปี 2563 จะเติบโตได้ที่ 2 – 4%

ส่วนสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านนั้นถือว่าเป็นปัจจัยภายนอกที่มีความเสี่ยงต่อตลาดออสังหาฯ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ในส่วนของบริษัทฯเองก็พร้อมที่จะปรับแผนการลงทุน เพราะมีการทบทวนแผนการตลาดทุกๆ 3 เดือนอยู่แล้ว

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในปี 2563 นี้ จะให้ความสำคัญกับตลาดที่อยู่อาศัยในกลุ่มแนวราบ ที่เป็น Real Demand   โดยมีแผนขยายโครงการใหม่ทั้งในทำเลใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ  ตลอดจนเปิดโครงการใหม่เพื่อทดแทนโครงการเดิมของบริษัทฯ ที่ทยอยปิดโครงการ  โดยในปี 2563 นี้ มีแผนเปิดโครงการใหม่ทั้งสิ้น 9 -11 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 5,000 – 5,500 ล้านบาท     โดยตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 6,200 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ที่ 5,250 ล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้นราว 13% จากปี 2562


ด้านนายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ LALIN กล่าวถึง แผนงานด้านการตลาด ว่า ในปีนี้ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จะดำเนินธุรกิจเชิงรุก แสดงศักยภาพขององค์กรต้นแบบผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างยั่งยืน มากกว่า 30 ปี รวมถึงการสร้างศักยภาพองค์กรให้เติบโตในตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างมั่นคง ขึ้นเป็น National Housing Company   โดยเมื่อกล่าวถึงที่อยู่อาศัยแนวราบราคาตั้งแต่ 2 -6 ล้านบาท แบรนด์ลลิล จะต้องเป็น Top of Mind ใน 3 ลำดับแรกของผู้บริโภค

ในปีนี้ จะนำเอากลยุทธ์  Lifestyle Marketing มาสื่อสารกับลูกค้าทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างแม่นยำ  อีกทั้งเป็นการสร้าง Brand Loyalty กับลูกค้าเป้าหมาย สร้างความเชื่อมั่นในทุกมิติ ให้เกิดการแนะนำและบอกต่อ   โดยในปีนี้จะเน้นต่อยอดการใช้สื่อ Digital Marketing  ตลอดจนมีการนำ Big Data มาใช้ เพื่อวิเคราะห์และหา Customer Insight   รวมถึงระบบ CRM เชิงรุก ในรูปแบบ Lalin 4.0 Connection ที่ลูกค้าสามารถรับทราบข่าวสารข้อมูล สื่อสารกับลลิล แบบทูเวย์คอมมิวนิเคชั่นอย่างรวดเร็ว  ซึ่งทั้งหมดคือการต่อยอดมาตรฐาน Lalin’s Quality of Living   โดยตั้งงบด้านการตลาดในปีนี้ไว้ที่ประมาณ 3 – 4%

ในส่วนของทางด้านการเงิน บริษัทฯ วางงบซื้อที่ดินไว้ที่ประมาณ 1,000 -1,200 ล้านบาท  โดยแหล่งเงินทุนจะมาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน และกำไรสะสมของบริษัทฯ   ในส่วนของ Working Cap ในการดำเนินธุรกิจ นอกจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานแล้ว ส่วนหนึ่งจะมาจากการออกหุ้นกู้ และแหล่งเงินกู้ระยะสั้นจากสถาบันการเงิน ซึ่งจะพิจารณาออกในจำนวนและช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้สอดรับกับการขยายธุรกิจ และการเติบโตในระยะยาวของบริษัท ทั้งนี้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ของบริษัทฯ ในปัจจุบันอยู่ในระดับเพียงประมาณ 0.8 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ราว 1.4 เท่าอยู่มาก ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความเสี่ยงทางด้านการเงินที่ต่ำ และยังคงมีศักยภาพในการขยายธุรกิจได้อีกมากโดยไม่ติดปัญหาเรื่องของแหล่งเงินทุน

 

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

*