กลุ่มยูนิแลนด์ฯเผยแผนปี63 เตรียมร่วมทุน 2 โครงการใหม่กับพันธมิตรเดิม ย่านใจกลางเมือง ในรูปแบบโรงแรม-รีเทล รวมมูลค่าลงทุน 10,000 ล้านบาท  ปลื้ม“แอมไชน่าทาวน์” คอนโดฯปิดขายภายใน 6 เดือน ด้านพื้นที่ค้าปลีกผู้เช่าค้าจองเต็มกว่า80ร้านค้า ส่วนโรงแรมดึง แบรนด์ “อาศัย” เครือดุสิตฯ เข้าบริหาร 30 ปี พร้อมเปิดให้บริการต้นปีหน้า คาดถึงจุดคุ้มทุนภายใน 7 ปี
นายสุวรรณ เลิศปัญญาโรจน์ กรรมการ บริษัทแกรนด์ ยูนิแลนด์ จำกัด และกรรมการ บริษัท ไอแอม ไชน่าทาวน์ จำกัด ผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยและรีเทลมากว่า 30 ปี อาทิโครงการอิมพีเรียลพาร์ค ,บ้านนวลจันทร์ ,โอเชี่ยนปาล์ม ,ศูนย์การค้าวันแอทโบ๊เบ๊, แอมพาร์ค สามย่าน และ แอมไชน่าทาวน์ เป็นต้น เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาโครงการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ “แอมไชน่าทาวน์” ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนระหว่างกลุ่มของตนและกลุ่มนายกฤษดา กวีญาณ ในสัดส่วน 50:50 ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

ดังนั้นในปี 2563 ทั้ง 2 กลุ่ม จึงมีแผนร่วมทุนเพื่อพัฒนาโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง อย่างน้อย 2 โครงการ ขณะนี้มีที่ดินรองรับแล้ว คือ ย่านพระราม9 ใกล้สถานีรถไฟฟ้าศูนย์วัฒนธรรม  ซึ่งเป็นการเทกโอเวอร์โรงแรมเก่ามารีโนเวทใหม่ ในรูปแบบของโรงแรมระดับ 5 ดาว จำนวน 450 ห้อง และพื้นที่ค้าปลีก พื้นที่รวม 50,000 ตารางเมตร

ส่วนอีกแปลงคือย่านสุขุมวิท ใกล้โครงการเอ็มสเฟียร์ ของกลุ่มเดอะมอลล์ กรุ๊ป ตั้งอยู่บนพื้นที่ 2 ไร่เศษ พัฒนาในรูปแบบของโรงแรมระดับ 5 ดาว จำนวน 300-400 ห้องและพื้นที่ค้าปลีก

โดยทั้ง 2 โครงการจะเป็นการตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาพัฒนา/โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 10,000 ล้านบาท ความคืบหน้าขณะนี้อยู่ในระหว่างการออกแบบ จึงยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ด้านการก่อสร้างคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2563 และแล้วเสร็จภายใน 1.5 ปี

สำหรับความคืบหน้าโครงการ โครงการ  “แอมไชน่าทาวน์”( I’m Chinatown) ซึ่งเป็นการเช่าที่ดินระยะยาว 63 ปี จากทายาทของนายเจียม คัณธามานนท์  หรือกลุ่มเจียม ดีเวลอปเม้นท์ ที่เป็นกลุ่มที่เป็นแลนด์ลอร์ดใหญ่ในย่านไชน่าทาวน์ อีกทั้งยังเป็นเจ้าของโรงภาพยนตร์สิริรามา เดิม และโอเดียน พลาซ่า เป็นต้น  บนพื้นที่กว่า 3 ไร่ พัฒนาในรูปแบบมิกซ์ยูส จำนวน 2 อาคาร มูลค่าโครงการกว่า 3,000 ล้านบาท โดยอาคารA มีความสูง 8 ชั้น พัฒนาในรูปแบบของพื้นที่ค้าปลีก จำนวน 4 ชั้น มีพื้นที่ให้บริการมากถึงกว่า 10,000 ตารางเมตร ราคาเฉลี่ย 2,000 บาท/ตารางเมตร/เดือน ปัจจุบันมีผู้เช่าเต็มพื้นที่แล้ว รวมกว่า 80 ร้านค้าโดยในจำนวนดังกล่าวเป็นธุรกิจอาหาร-เครื่องดื่ม สัดส่วน 80% และที่เหลืออีก20% เป็นธุรกิจอื่นๆ ซึ่งได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 คาดว่าจะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการอย่างน้อย 8,000 คน/วัน และพร้อมเปิดบริการเต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการในวันที่  16 มกราคม 2563

ส่วนพื้นที่อีก 4 ชั้น จะเป็นในส่วนของโรงแรมระดับ 3 ดาว จำนวน 224 ห้องพัก ราคาประมาณ 2,600-4,000 บาท/คืน โดยได้เซ็นสัญญาให้แบรนด์ “อาศัย” (ASAI)ในเครือดุสิตธานี กรุ๊ป เข้ามาบริหารงาน ระยะเวลา 30 ปี ซึ่งจะเปิดให้บริการได้ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2563 คาดว่าในปีแรกจะมีอัตราการเข้าพักสัดส่วนประมาณ 80-90% โดย 40% จะเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน รองลงมาจะเป็นญี่ปุ่น เกาหลี และยุโรป

 

สำหรับอาคารB เป็นคอนโดมิเนียม สูง 8 ชั้น ขนาด 20 และ 24.5 ตารางเมตร ราคา 3-3.9 ล้านบาท หรือประมาณ 100,000-200,000 บาท/ตารางเมตร จำนวน 43 ยูนิต โดยได้เปิดขายเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา และสามารถปิดการขายได้ภายในระยะเวลา 6 เดือน ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ไชน่าทาวน์ โดยมีทั้งซื้อเพื่ออยู่อาศัย และเพื่อการลงทุน ซึ่งสัดส่วนถึง 70% เป็นการซื้อด้วยเงินสด

ทั้งนี้ทำเลเยาวราช หรือ ไชน่าทาวน์ เป็นย่านเศรษฐกิจที่สำคัญลำดับต้นๆ ของประเทศไทย รวมถึงเป็นศูนย์รวมการค้าขายของชาวไทยเชื้อสายจีนในประเทศไทย รวมถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก นอกจากจะเป็นศูนย์การค้า แหล่งท่องเที่ยวและยังเป็นแหล่งซื้อขายทองคำ ศูนย์การค้าส่งเสื้อผ้า ของฝากของชำร่วย และศูนย์รวมการขายของแห้ง ปัจจุบันวิถีชีวิตของคนในชุมชนนี้ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจและคว ามก้าวหน้าทันสมัยของสังคมมีอาคารร้านค้าที่ทันสมัย โรงแรมบูติก หรือแม้แต่ร้านอาหารเก๋ๆ ที่เน้นงานดีไซน์ที่ผสมผสานศิลปะดั้งเดิมของตึกหรือสิ่งปลูกสร้างตั้งแต่อดีต เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้หลั่งไหลเข้ามาจับจ่ายใช้สอยในย่านนี้กันมากขึ้น ในส่วนของการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในทำเลเยาวราช ส่วนใหญ่จะเป็นเพียงการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารเดิม เนื่องจากที่ดินในการพัฒนาโครงการนั้น ค่อนข้างมีจำกัด และไม่สามารถก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ได้

“โครงการนี้เราใช้ระยะเวลาในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)เป็นระยะเวลาถึง 2 ปี เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ที่มีชุมชนค่อนข้างอ่อนไหว อาทิ วัด ศาลเจ้า โรงเรียน และโรงพยาบาล ฯลฯ  คาดว่าโครงการดังกล่าวจะถึงจุดคุ้มทุนภายในระยะเวลา 7 ปี และมีรายได้จากการให้เช่าพื้นที่เข้ามาประมาณ 35 ล้านบาท/เดือน”นายสุวรรณ กล่าว

 

นายสุวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่รถไฟฟ้าสายสีน้ำเปิดให้บริการ ก็เป็นการพลิกโฉมย่านเยาวราช ทำให้เดินทางสะดวกสบายมากขึ้น และเชื่อว่าในย่านไชน่ทาวน์ จะหาที่ดินแปลงใหญ่เพื่อพัฒนาโครงการเช่นเดียวกับ “แอมไชน่าทาวน์” ไม่ได้อีกแล้ว เพราะที่แปลงนี้ถือว่าเป็นแปลงสุดท้ายที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทำเลศักยภาพ ซึ่งตั้งห่างจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT วัดมังกรกมลาวาส  เพียงแค่ 1 นาที

 

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

*