SIRI เผยผลประกอบการรอบ 9 เดือน โกยรายได้ 16,900 ล้านบาท กำไร 1,113 ล้านบาท ผลการดำเนินงานไตรมาส 3 เติบโตโดดเด่น มีรายได้ 6,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 40% และกำไร 424 ล้านบาท เติบโตขึ้นเกือบ 50% จากไตรมาสก่อน ล่าสุดขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน SIH เตรียมเปิดตัวในเอเชีย-ไทยเร็วๆนี้ ด้าน SC โชว์รายได้ 3 ไตรมาส 10,947 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,039 ล้านบาท พอร์ตแนวราบยังเติบโตแข็งแกร่ง 15% มั่นใจผลประกอบการทั้งปีโตตามเป้า
นายวันจักร์  บุรณศิริ ประธานผู้บริหารสายงานการเงินและสนับสนุนธุรกิจ บริษัท แสนสิริ จำกัด(มหาชน)  หรือ SIRI  เปิดเผยว่า ผลประกอบการในรอบ 9 เดือนของปี 2562 บริษัทมีรายได้รวมกว่า 16,900 ล้านบาท ขณะที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,113 ล้านบาท นับว่ามีผลประกอบการที่น่าพอใจ โดยเฉพาะผลการดำเนินธุรกิจในช่วงไตรมาสที่  3 ซึ่งมีรายได้รวมกว่า 6,000 ล้านบาท โตขึ้นจากไตรมาสก่อน40%  โดยรายได้จากการขายเติบโตขึ้นถึง 61% จากการทยอยโอนส่งมอบคอนโดมิเนียม อาทิ โครงการ 98 Wireless (ไนน์ตี้เอทไวร์เลส), ทากะ เฮาส์ และดีคอนโด หาดใหญ่ รวมถึงการโอนที่อยู่อาศัยคุณภาพให้แก่ลูกค้าตามแผนงานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทยังมีกำไรสุทธิเฉพาะไตรมาส 3 อยู่ที่ 424 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงไตรมาสก่อนถึงเกือบ 50%

ทั้งนี้ความสำเร็จในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา มาจากกลยุทธ์ที่สำคัญในการขับเคลื่อนกลุ่มธุรกิจโดยการรุกตลาดแนวราบ ซึ่งเป็นตลาดที่มาจากเรียล ดีมานต์ ลูกค้ามีความต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง แสนสิริจึงสร้างความแตกต่างด้วยกลยุทธ์การพัฒนาโครงการที่ครอบคลุมแบรนด์แนวราบตอบโจทย์ลูกค้าทุกเซกเมนต์ พร้อมสร้างความแข็งแกร่งและจุดเด่นในแต่ละแบรนด์ที่ชัดเจน แตกต่างเหนือคู่แข่ง ส่งผลให้ผลประกอบการในช่วง 9 เดือนประสบความสำเร็จ

นอกจากนี้ บริษัทยังมีผลงานการโอนที่โดดเด่นทั้งในแนวราบและแนวสูง โดยยอดโอนโครงการแนวราบเติบโตขึ้นจากไตรมาสก่อน 37% ขณะที่โครงการคอนโดมิเนียมยอดโอนพุ่งโตกว่า 104% โดยบริษัทยังได้เตรียมโอนคอนโดมิเนียมอีก 6 โครงการในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ได้แก่ ลา กาซิตา คอนโดฯ ตากอากาศพร้อมอยู่ สไตล์สแปนิช กลางหัวหิน, คอนโดมิเนียมภายใต้ความร่วมมือกับ บริษัท โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ในโครงการ เดอะ เบส สุขุมวิท 50 รวมถึงคอนโดฯ ภายใต้ความร่วมมือ บีทีเอส-แสนสิริ โฮลดิ้ง กรุ๊ป ใน 4 โครงการรวด บนทำเลศักยภาพติดแนวรถไฟฟ้ารอบกรุงเทพฯ 4 โครงการ ได้แก่ ‘เดอะ เบส เพชรเกษม คอนโดใจกลางย่านชุมชนของเพชรเกษม-บางแคที่ตอบโจทย์เรียลดีมานด์ที่ซื้ออยู่เอง,  ‘เดอะ ไลน์ สุขุมวิท 101 คอนโดไฮไรส์บนทำเลศักยภาพใกล้รถไฟฟ้าBTS ปุณณวิถีเพียง 250 เมตร,  ‘เดอะ ไลน์ พหลฯ-ประดิพัทธ์ ในทำเลเจาะกลุ่มผู้ต้องการอยู่อาศัยใกล้สถานีรถไฟฟ้าสะพานควาย และโครงการสร้างเสร็จพร้อมโอนบนที่สุดของทำเลใจกลางทองหล่อ ได้แก่ ‘คุณ บาย ยู อินสไปร์ บาย สตาร์ค


บริษัทยังมีผลงานการโอนที่โดดเด่นทั้งในแนวราบและแนวสูง โดยยอดโอนโครงการแนวราบเติบโตขึ้นจากไตรมาสก่อน 37% ขณะที่โครงการคอนโดมิเนียมยอดโอนพุ่งโตกว่า 104% โดยบริษัทยังได้เตรียมโอนคอนโดมิเนียมอีก 6 โครงการในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ได้แก่ ลา กาซิตา คอนโดฯ ตากอากาศพร้อมอยู่ สไตล์สแปนิช กลางหัวหิน, คอนโดมิเนียมภายใต้ความร่วมมือกับ บริษัท โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ในโครงการ เดอะ เบส สุขุมวิท 50 รวมถึงคอนโดภายใต้ความร่วมมือ บีทีเอส-แสนสิริ โฮลดิ้ง กรุ๊ป ใน 4 โครงการรวด บนทำเลศักยภาพติดแนวรถไฟฟ้ารอบกรุงเทพฯ 4 โครงการ ได้แก่ ‘เดอะ เบส เพชรเกษม คอนโดใจกลางย่านชุมชนของเพชรเกษม-บางแคที่ตอบโจทย์เรียลดีมานด์ที่ซื้ออยู่เอง,  ‘เดอะ ไลน์ สุขุมวิท 101 คอนโดไฮไรส์บนทำเลศักยภาพใกล้รถไฟฟ้าBTS ปุณณวิถีเพียง 250 เมตร,  ‘เดอะ ไลน์ พหลฯ-ประดิพัทธ์ ในทำเลเจาะกลุ่มผู้ต้องการอยู่อาศัยใกล้สถานีรถไฟฟ้าสะพานควาย และโครงการสร้างเสร็จพร้อมโอนบนที่สุดของทำเลใจกลางทองหล่อ ได้แก่ ‘คุณ บาย ยู อินสไปร์ บาย สตาร์ค

“ผลงานที่สำคัญในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา แสนสิริยังได้เข้าซื้อเงินลงทุนจากผู้ถือหุ้นเดิมรายหนึ่งใน Standard International Holdings, LLC. หรือ SIH บริษัทแม่ของโรงแรม The Standard แบรนด์โรงแรมอเมริกันที่โด่งดัง โดยแสนสิริได้ถือหุ้นเพิ่มจากเดิม 37.26% เป็น 60.37% ส่งผลให้ SIH เป็นบริษัทย่อยทางตรงของ Sansiri (US), Inc. และเป็นบริษัทย่อยทางอ้อมของบริษัทฯโดยปริยาย”นายวันจักร์ กล่าว

ทั้งนี้ ในระยะเวลาไม่ถึง 2 ปีเต็มหลังจากที่แสนสิริได้เข้าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่  Standard International ได้ประกาศแผนการขยายธุรกิจสู่ระดับนานาชาติโดยการเปิดโรงแรมแห่งใหม่ทั่วโลก พร้อมขยายสู่ 25 โรงแรมภายใน 5 ปีข้างหน้า โดยได้เปิดแห่งแรกนอกสหรัฐฯ ที่ย่านคิงส์ครอสในลอนดอนเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ล่าสุด ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562  The Standard ได้เปิดตัว The Standard, Huruvalhi Maldives ซึ่งเป็นโรงแรม The Standard แห่งแรกในเอเชีย และเปลี่ยนภาพเดิมๆ ของมัลดีฟส์ เพื่อพร้อมต้อนรับกลุ่มเพื่อน ครอบครัว คู่รักที่มองหาความแตกต่าง รวมถึงคนโสดที่อยากจะมาเติมพลังให้กับชีวิตที่มัลดีฟส์  นอกจากนี้ยังพร้อมเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในเอเชีย รวมถึงประเทศไทยในเร็วๆ นี้อีกด้วย

ไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 ยังนับเป็นไตรมาสที่สำคัญของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จากการที่ลูกค้าจะมองหาและตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ นอกจากนี้จากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของรัฐที่ประกาศลดค่าโอน ค่าจดจำนอง จนถึงสิ้นปี 2563 คาดว่าจะช่วยกระตุ้นความต้องการที่อยู่อาศัยให้มีความคึกคักและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของลูกค้าที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยในช่วงปลายปีนี้ได้เป็นอย่างดี

โดยในไตรมาส4/2562 บริษัทยังมีแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดอีก 10 โครงการ รวมมูลค่า 14,800 ล้านบาท เพื่อตอบรับเรียลดีมานต์ รวมถึงบริษัทยังมีพรีเซล Backlogอีกกว่า 59,000 ล้านบาท ที่จะรองรับการเติบโตระยะยาวเป็นระยะเวลาอีก 3 ปี

 ด้านนายอรรถพล สฤษฎิพันธาวาทย์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านสนับสนุนองค์กร บริษัท เอสซี แอสเสท  คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC กล่าวว่า    ผลดำเนินงาน 9 เดือนของปี 2562  SC มีรายได้รวม 10,947 ล้านบาท เติบโต 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 1,039 ล้านบาท โดยรายได้หลัก (94%) มาจากรายได้จากการขาย 10,256 ล้านบาท แบ่งสัดส่วนเป็นแนวราบ 79% และแนวสูง 21% ทั้งนี้พอร์ตแนวราบยังมีการเติบโตแข็งแกร่งสร้างรายได้ 8,072 ล้านบาท เติบโต 15% ขณะที่รายได้จากการขายแนวสูง 2,184 ล้านบาท พบว่า กลุ่มลูกค้าคอนโดฯ มีการโอนเงินสดเพิ่มขึ้นอยู่ในสัดส่วนมากกว่า 50% พร้อมกับมียอดขายรวม 11,444 ล้านบาท

และในส่วนยอดขายรอโอน หรือ Backlog ประมาณ 11,027 ล้านบาทนั้น ประมาณ 50% จะรับรู้รายได้ในปีนี้ จากทั้งโครงการแนวราบและแนวสูง โดยที่คอนโดฯสร้างเสร็จพร้อมอยู่ นอกจากโครงการ SALADAENG ONE (ศาลาแดง วัน) และโครงการ BEATNIQ (บีทนิค) สุขุมวิท 32  ล่าสุดมีอีก 2 คอนโดฯ เริ่มโอนกรรมสิทธิ์ ได้แก่

1.โครงการ 28 CHIDLOM (ทเวนติ้เอท ชิดลม) 250 ม. จาก BTS ชิดลม ราคาเริ่มต้น 12.5 ล้านบาท ซึ่งเริ่มโอนในเดือนกันยายน ปี 2562

2.โครงการ CENTRIC RATCHAYOTHIN (เซ็นทริค รัชโยธิน)  150 ม. จาก BTS รัชโยธิน  ราคาเริ่มต้น  5.69 ล้านบาท จะเริ่มโอนเดือนธันวาคมนี้

สำหรับไตรมาส 3/2562 บริษัทมียอดขาย 4,421 ล้านบาท มีรายได้รวมเท่ากับ 4,249 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นรายได้จากการขาย 4,020 ล้านบาท  และรายได้จากการเช่าและบริการ 224 ล้านบาท  กำไรสุทธิ 441 ล้านบาท  ณ วันที่ 30 กันยายน 2562 บริษัทและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมและหนี้สินรวม เท่ากับ 46,608 ล้านบาท และ 30,005 ล้านบาท ตามลำดับ

 

“ SC มีโครงการต่อเนื่องที่เปิดขาย 50 โครงการ และมีโครงการเปิดใหม่ในไตรมาส 4 อีก 5 โครงการ ทำให้มีโครงการเปิดขายรวมทั้งสิ้น 55 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 48,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 44 โครงการแนวราบ และ 11 โครงการแนวสูง ซึ่งรวมถึงคอนโดใหม่โครงการ Chamber On Nut Station         (แชมเบอร์ส อ่อนนุช สเตชั่น) ที่เปิดการขายใหม่ในส่วนของตึก B และ C  ราคาเริ่มต้น 3.49 ล้านบาท  ทั้งนี้โครงการก่อสร้างแล้วเสร็จเกือบ 100% พร้อมจะเริ่มโอนเดือนธันวาคมนี้เช่นกัน  โดยทั้งจาก Backlog ที่มีและยอดขายใหม่ที่เพิ่มขึ้นจะช่วยสนับสนุนรายได้ของ SC ให้เติบโตได้ตามเป้าหมาย ” นายอรรถพล กล่าวในที่สุด

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

*