คลื่นเทคโนโลยีดิจิตอลที่มาเร็วและแรงในวันนี้ ส่งผลต่อภาคธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ เราเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ AI เข้ามาจัดเก็บข้อมูลเพื่อรับทราบพฤติกรรมมนุษย์, ไอโอที (Internet of Things: IoT), นวัตกรรมโลกเสมือนจริงอย่าง Virtual Reality (VR), สิ่งเหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมการบริหารจัดการอาคารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลในงานสัมมนาเรื่อง Technology Disruption for Facilities Management and Digital Transformation for Building Materials ที่จัดขึ้นในงาน BMAM Expo Asia 2019 มีข้อมูลที่น่าสนใจอย่างหนึ่งระบุว่าธุรกิจการบริหารจัดการทรัพยากรอาคารถือได้ว่าเป็นธุรกิจที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนภาคอสังหาริมทรัพย์ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีแนวโน้มเติบโตอย่างมาก โดยคาดว่าในระหว่างปี 2560-2565 จะมีมีอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 4.7% คิดเป็นมูลค่ากว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในระบบการบริหารจัดการทรัพยากรอาคาร จะเป็นอีกหนึ่งโมเดลสำคัญในการเพิ่มศักยภาพให้ตลาดการบริหารทรัพยากรอาคาร เพื่อเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจและคุณภาพชีวิตแก่ผู้ใช้อาคาร ส่งผลให้เกิดการบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังพบว่ามี 3 กลุ่มที่มาแรงในอุตสาหกรรมการบริหารจัดการอาคาร นั่นก็คือ

  1. Facility Management Products and Services หรือระบบและเทคโนโลยีด้านการบริหารจัดการทรัพยากรอาคาร วัดสุก่อสร้าง การทำความสะอาด ระบบรักษาความปลอดภัย ระบบการเตือนภัย ระบบปรับอากาศ และการบำรุงรักษาอาคาร
  2. Green Tech เทคโนโลยีการใช้ชีวิตและการอยู่อาศัยเพื่อสิ่งแวดล้อมและการลดใช้พลังงาน เป็นระบบจัดการของเสีย ระบบจัดการน้ำ และพลังงานทดแทน
  3. Smart Tech Solutions ระบบบริหารจัดการและควบคุมที่อยู่อาศัยแบบอัตโนมัติ ระบบควบคุมการเฝ้าระวังภัย ระบบการจัดการพลังงาน อุปกรณ์อัจฉริยะและไอโอที ระบบบริหารงานสำหรับนิติบุคคลอาคารชุด

เราจะเห็นได้ว่าอาคารชั้นนำในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นอาคารพักอาศัยทั้งแนวราบและแนวสูง และอาคารสำนักงาน จะเป็นอาคารที่มีระบบวิศวกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น  ผมจึงขอยกตัวอย่างในความตั้งใจและมุ่งมั่นพัฒนาของ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ที่ได้ใช้ประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ในฐานะบริษัทรับบริหารอาคาร ทำการรวบรวมข้อมูลในด้านต่างๆ เกี่ยวกับการใช้อาคาร นำมาทำการออกแบบระบบปฏิบัติการบริหารจัดการอาคารที่เรียกว่า Building+” (บิ้วดิ้งพลัส) ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่ผสานการให้บริการทุกขั้นตอนเชื่อมต่อกับ Internet of Things (IoT) ครอบคลุมขั้นตอนการทำงานแบบครบวงจร มีด้วยกัน 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1. Plus  Serve ระบบฐานข้อมูลที่จัดเก็บรายละเอียดความต้องการของเจ้าของอาคาร / ผู้ใช้อาคาร / เจ้าของที่พักอาศัย เป็นจุดตั้งต้นในการออกแบบงานบริการโดยเฉพาะที่ตอบโจทย์ 2. Plus SOP ระบบมาตรฐานการควบคุมการปฏิบัติงานของงานรักษาความปลอดภัย และงานรักษาความสะอาดในแต่ละขั้นตอน เพื่อการบริหารจัดการที่ตรงตามความต้องการภายในระยะเวลาที่กำหนด พร้อมทั้งเป็นการส่งมอบงานอย่างมีคุณภาพและได้ตามมาตรฐานของพลัสฯ 3. Plus QC ระบบการตรวจสอบงานวิศวกรรมอาคารทั้งหมด ที่มีการนำเทคโนโลยีอาคารทั้ง Green Tech & Smart Tech มาเชื่อมต่อเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์เครื่องจักรแบบเรียลไทม์ ที่เชื่อมระบบในทุกโครงการเข้าสู่ศูนย์ปฏิบัติการจากส่วนกลาง เพื่อป้องกันก่อนการเกิดเหตุ สุดท้ายคือ 4. Plus Notify ระบบแจ้งผลการปฏิบัติงาน โดยเริ่มตั้งแต่การจัดทำและส่งรายงานสรุปผลการปฏิบัติงานให้แก่เจ้าของอาคาร / คณะกรรมการนิติบุคคลฯ และรวมถึงการนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ประกอบการประเมินผลการทำงานของทีมพลัสฯ โดยทั้งหมดนี้ไม่เพียงช่วยให้การบริหารจัดการอาคารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ลูกค้า ผู้ใช้อาคาร ใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายขึ้นอีกด้วย


การนำเทคโนโลยีมาพัฒนาประยุกต์ใช้ในงานบริหารจัดการอาคาร นับว่ามีความจำเป็นอย่างมากในยุคปัจจุบัน แต่สิ่งสำคัญคือเทคโนโลยีนั้นต้องสอดคล้องและตอบโจทย์การใช้งาน สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรอาคารในตึกแห่งนั้นได้อย่างเหมาะสม จึงจะตอบโจทย์ของผู้ใช้อาคารในยุคนี้ครับ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here