ฮาบิแทท กรุ๊ป ประกาศดึง “ลิสต์ กรุ๊ป” พันธมิตรญี่ปุ่นตั้งบริษัทร่วมทุนสัดส่วน 62:38 ผุด 2 โครงการลักชัวรี่ย่านทองหล่อ รวมมูลค่ากว่า 2,800 ล้านบาท พร้อมเปิดพรีเซลก.ย.-ต.ค.62 นี้ มั่นใจช่วยเพิ่มศักยภาพ-ความแกร่งขยายฐานลูกค้าต่างชาติเข้าลงทุน คาดกวาดยอดขายตามเป้า 3,000 ล้านบาท
นายชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด  เปิดเผยว่า หลังจากที่เข้ามารุกอสังหาฯเพื่อการอยู่อาศัยและลงทุนในกทม.เมื่อปี 2560 ก็ได้มีการเจรจากกับผู้ประกอบการและกองทุนต่างๆจากจีน ฮ่องกง และสิงคโปร์ ที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันหลายราย ที่มีความแข็งแกร่ง เพื่อที่จะร่วมทุนพัฒนาโครงการระดับไฮเอนด์ จนกระทั่งล่าสุดได้ตัดสินใจดึงกลุ่มลิสต์ กรุ๊ป พันธมิตรจากญี่ปุ่น ที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาอสังหาฯแนวราบ แนวสูง,การก่อสร้าง และตัวแทนซื้อขายอสังหาฯ ที่มีเครือข่ายทั่วโลก ร่วมทุนพัฒนาคอนโดมิเนียม โลว์ไรส์ จำนวน 2 โครงการ คือ “วาลเด้น ทองหล่อ8”และ “วาลเด้น ทองหล่อ13” รวมมูลค่ากว่า 2,800 ล้านบาท  ทั้งนี้ในการร่วมทุนดังกล่าว จะเป็นการตั้งบริษัทร่วมทุนขึ้นมา 2 บริษัท คือ บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป ลิสต์ จำกัด ทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท  เพื่อพัฒนาโครงการ “วาลเด้น ทองหล่อ 8” และ บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป ลิสต์ 2 จำกัด ทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท  เพื่อพัฒนาโครงการ “วาลเด้น ทองหล่อ 13” โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นแบ่งเป็น ฮาบิแทท กรุ๊ป ถือหุ้น 62% และลิสต์ กรุ๊ป ถือหุ้น 38%

โดยโครงการ”วาลเด้น ทองหล่อ 8” ตั้งอยู่บนพื้นที่ 1 ไร่เศษ  เป็นคอนโดมิเนียมลักชัวรี โลว์ไรส์  8 ชั้น ขนาดห้องตั้งแต่ 32.5-71.5  ตารางเมตร ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 235,000-260,000 บาท/ตารางเมตร หรือ 8-14 ล้านบาท จำนวน 117 ยูนิต  มูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท และโครงการ “วาลเด้น ทองหล่อ 13” ตั้งอยู่บนพื้นที่ 1 ไร่เศษ เป็นคอนโดมิเนียมลักชัวรีโลว์ไรซ์ 8 ชั้น ขนาดห้องตั้งแต่ 35-60 ตารางเมตร ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 185,000-220,000 บาท/ตารางเมตร หรือ 7-13 ล้านบาท จำนวน 122 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,300 ล้านบาท โดยทั้ง 2 โครงการจะเปิดตัวในช่วงเดียวกันคือประมาณปลายเดือนกันยายน หรือต้นเดือนตุลาคม 2562

“การร่วมทุนในครั้งนี้เรามองว่าลิสต์ กรุ๊ป  มีประสบการณ์ในการพัฒนามาแล้วหลายโครงการ หลายเซกเมนต์ และมี บริษัท ซอเธอบี้ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียลตี้ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ดำเนินธุรกิจตัวแทนซื้อขายอสังหาฯที่มีเครือข่ายทั่วโลก จะยิ่งเพิ่มศักยภาพและความแข็งแกร่งในการขยายฐานตลาดต่างประเทศได้เป็นอย่างดี และมั่นใจว่าโครงการดังกล่าวจะตอบโจทย์ลูกค้าคนไทยและต่างชาติ”นายชนินทร์ กล่าว

นายชนินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้านมุมมองอสังหาริมทรัพย์ไทยในภาพรวม มองว่ามีความน่าสนใจ โดยเฉพาะในการซื้อเพื่อลงทุนในระยะกลาง-ยาว แม้ว่าในปัจจุบันตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยจะชะลอตัวลงไปบ้าง แต่ในด้านการลงทุนระยะกลาง-ยาวนั้นนักลงทุนยังได้รับผลตอบแทนจากส่วนต่างของราคาขาย (Capital Gain) ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการในกรุงเทพฯ ซึ่งถือว่ามีราคาขายที่โครงการในกลุ่มลักชัวรี่ที่ถูกกว่าหัวเมืองใหญ่ในประเทศอื่นๆ เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และจีน โดยเฉพาะในฮ่องกงที่มีราคาขายโครงการลักชัวรี่สูงถึง 1 ล้านบาท/ตารางเมตร แต่ในกรุงเทพราคาขายอยู่ที่ 200,000-300,000 บาท/ตารางเมตร ทำให้มีส่วนต่างจากราคาขายที่เพิ่มขึ้นได้อีกมาในอนาคต ขณะที่ผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าของอสังหาริทรัพย์ไนกรุงเทพฯมีผลตอบแทนอยู่ที่ 4-5% ต่อปี สูงกว่าหัวเมืองใหญ่อื่นซึ่งอยู่ที่ 2-3% ต่อปี ทำให้การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ไนกรุงเทพฯยังมีความน่าสนใจอยู่

สำหรับทำเลทองหล่อแม้ว่าจะมีการแข่งขันที่สูง แต่เชื่อว่าด้วยดีไซน์ที่มีความแตกต่าง จะได้รับการตอบรับที่ดี เพราะโครงการประเภทโลว์ไรส์ในทำเลดังกล่าวมีเพียง 2-3 รายเท่านั้น ขณะที่คอนโดฯไฮไรส์ ที่พัฒนาโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ จะมีมากกว่า

ทั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญเพื่อให้เป็นไปตามแผนกลยุทธ์ผลักดันการเติบโตของธุรกิจของ ฮาบิแทท กรุ๊ป อย่างต่อเนื่อง ในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ของกรุงเทพฯ อีกทั้งยังเป็นการขยายธุรกิจต่อยอดความสำเร็จจากการไปเปิดตลาดจีน และฮ่องกงที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทสามารถใช้โอกาสจากเครือข่ายสำนักงานที่กระจายอยู่ในหลายประเทศรวมถึงประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในประเทศญี่ปุ่นของ ลิสต์ กรุ๊ป ในการส่งเสริมการเติบโตและต่อยอดการขยายตลาดลูกค้าต่างประเทศของฮาบิแทท กรุ๊ป

อีกทั้งการลงทุนในอนาคตอาจจะมีการร่วมทุนกับพันธมิตรอื่นๆที่มีความสนใจร่วมลงทุนในโครงการของบริษัท ซึ่งจะเป็นพันธมิตรที่มีแนวคิดในการลงทุน การพัฒนาโครงการคล้ายกับบริษัท และเครือข่ายที่ช่วยบริษัทขยายฐานลูกค้า ช่วยในงานขาย และการตลาดได้ ส่วนแผนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อาจจะชะลอออกไปก่อน  ซึ่งบริษัทยังมีความสามารถในการกู้ยืมเงิน และหากมีพันธมิตรเข้ามาร่วมทุนก็มีเงินทุนที่รองรับ ซึ่งเพียงพอต่อการพัฒนาโครงการอื่นๆ

อย่างไรก็ตามในปีนี้บริษัทฯตั้งเป้ายอดขายได้ตามเป้า 3,000 ล้านบาท โดยจะเป็นยอดขายจาก 2 โครงการคอนโดมิเนียมในทองหล่อ ประมาณ 75% ซึ่งจะเข้ามาช่วยหนุนยอดขายในช่วงไตรมาส 4/2562  ส่วนยอดโอน มั่นใจจะสามารถทำได้ตามเป้าที่วางไว้  1,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) อยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยโอนไปจนถึงปี 2564

ด้านมิสเตอร์ฮิซาชิ คิตะมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  ลิสต์ กรุ๊ป  กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ลงทุนนอกประเทศญี่ปุ่นแล้ว ใน 5 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ไทย และอินโดนีเซีย  คิดเป็นมูลค่าการลงทุนประมาณ 25,000 ล้านเยน โดยแบ่งเป็นการลงทุนในประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จำนวน 6 โครงการ มูลค่า 20,000 ล้านเยน  ,ในเกาะฮาวาย และที่สหรัฐอเมริกา  มูลค่า 5,000 ล้านเยน  และมองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ให้ผลตอบแทนการลงทุนดีที่สุด เนื่องจากมีความเสี่ยงน้อยที่สุด และมีความปลอดภัยมากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่ในเร็วๆนี้ก็ยังสนใจที่จะเข้าไปลงทุนในประเทศเวียดนามด้วย แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

สำหรับมุมมองประเทศไทยแล้ว ยังเป็นตลาดสำคัญสำหรับ ลิสต์ กรุ๊ป โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ซึ่งบริษัทฯได้เล็งเห็นความแข็งแกร่งในพื้นฐานหลายเรื่องๆ อีกทั้งยังมองว่าตลาดอสังหาฯระดับพรีเมียมจะยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราเลือกร่วมทุนกับ ฮาบิแทท กรุ๊ป เพราะเป็นบริษัทอสังหาฯที่มีจุดเด่นเฉพาะตัว อีกทั้งมีแนวคิดที่สอดคล้องกันในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียมเพื่อการลงทุน และมีการศึกษาข้อมูลการตลาดเชิงลึก รวมถึงที่ผ่านมา ฮาบิแทท กรุ๊ป มีผลงานพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมคุณภาพ ที่มีรางวัลน่าเชื่อถือมากมาย โดยเราเชื่อว่าประสบการณ์จากการทำงานในระดับนาชาติของลิสต์กรุ๊ปจะสามารถนำองค์ความรู้ และมุมมองสากลมาสู่การร่วมทุนครั้งนี้ ซึ่งลิสต์ กรุ๊ป จะใช้โอกาสในการมีสำนักงานอยู่ในประเทศต่างๆ ในภูมิภาคและเครือข่ายสำนักงานทั่วโลก ลิสต์ ซอเธอบี้ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียลตี้ ให้เป็นประโยชน์ในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าบุคคลที่มีสินทรัพย์มูลค่าสูง (HNWI) เพื่อนำเสนอโครงการ วาลเด้น ทองหล่อ 8 และโครงการ วาลเด้น ทองหล่อ 13 คาดว่าจะนำลูกค้าต่างชาติมาลงทุนใน 2 โครงการนี้ประมาณ 30-40%

“อสังหาฯในกรุงเทพฯยังมีความน่าสนใจลงทุนมาก โดยเฉพาะทำเลทองหล่อ ซึ่งอาจจะมีแผนลงทุนในระยะกลาง-ยาวได้ และมองว่าการลงทุนในประเทศไทยยังมีความโปร่งใส ระบบการเงินน่าเชื่อถือ และเรื่องกฎหมายมีความเป็นสากล มากกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” นายคิตะมิ กล่าวในที่สุด

 

 

 

 

 

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

*