เมื่อไม่นานมานี้สังคมออนไลน์มีเรื่องฮือฮากันอย่างมาก เมื่อมีชาวไทยโพสต์กระทู้รีวิวการไปลงทุนซื้อคอนโดมิเนียมที่เกาะฮ่องกงในราคา 55 ล้านบาท ปรากฏว่าผลที่ออกมาคือได้รับห้องในขนาดเพียง 58 ตารางเมตร ที่แบ่งเป็น 3 ห้องนอนด้วยการออกแบบห้องที่คับแคบ จนระเบียงห้องนอนหลักแทบไม่มีที่ยืน เป็นเหตุให้ผู้ลงทุนต้องมาระบายผ่านสังคมออนไลน์และเป็นที่วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ถึงราคาอสังหาริมทรัพย์ที่แพงจนจับต้องได้ยากนั้น

เรื่องนี้ไม่น่าแปลกใจเลยหากเราได้ทราบตัวเลขว่าต่างชาติที่เข้ามาลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในไทยอันดับ 1 คือชาวจีน – ฮ่องกง เป็นกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาซื้อคอนโดมิเนียมในไทยมากที่สุด คิดเป็น 43% ของลูกค้าต่างชาติทั้งหมด โดยตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยยังคงได้รับความสนใจจากผู้ซื้อและนักลงทุนต่างชาติ ดังจะเห็นได้จากมูลค่าเงินโอนจากต่างชาติเพื่อซื้ออาคารชุดไทยซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัวในตลอด 10 ปีที่ผ่านมานี้ ซึ่งในปีปัจจุบันมีมูลค่าการโอนถึง 92,191 ล้านบาท หรือคิดเป็น 28% ของมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ของอาคารชุดทั้งประเทศ

เพราะเหตุใดต่างชาติจึงเข้ามาลงทุนซื้ออสังหาฯ ในไทย? นั่นก็เพราะราคาในประเทศไทยยังไม่สูงนักเมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศ ขณะเดียวกันยังให้ผลตอบแทนที่มากกว่าอีกด้วย โดยจากการเปรียบเทียบ 6 ประเทศที่เป็นที่นิยมของนักลงทุน เช่น

  • ออสเตรเลีย พบว่าราคาห้องชุดอยู่ที่ 334,762 บาทต่อตารางเมตร ผลตอบแทนการปล่อยเช่าอยู่ที่ 2.52%
  • ฮ่องกงราคาห้องชุดอยู่ที่ 822,762 บาทต่อตารางเมตร ผลตอบแทนการปล่อยเช่าอยู่ที่ 2.62%
  • สหราชอาณาจักร ราคาห้องชุดอยู่ที่ 890,288 บาทต่อตารางเมตร ผลตอบแทนการปล่อยเช่าอยู่ที่ 2.61% สหรัฐฯ ราคาห้องชุดอยู่ที่ 537,288 บาทต่อตารางเมตร ผลตอบแทนการปล่อยเช่าอยู่ที่ 2.91%
  • แคนาดา ราคาห้องชุดอยู่ที่ 294,068 บาทต่อตารางเมตร ผลตอบแทนการปล่อยเช่าอยู่ที่ 3.98%
  • ประเทศไทยของเรามีราคาห้องชุดอยู่ที่ 117,660 บาทต่อตารางเมตร ผลตอบแทนการปล่อยเช่าอยู่ที่ 5.13% เรียกได้ว่าการซื้อลงทุนเพื่อปล่อยเช่านั้นน่าสนใจเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ
    ซึ่งปีที่ผ่านมาพบว่า ตัวเลขที่ชาวจีนได้เข้ามาซื้อคอนโดมิเนียมในไทยมีมูลค่าเงินโอนสูงถึงเกือบ 39,178 ล้านบาท ขยายตัวจากปีก่อนถึง 65.9% สำหรับทำเลที่เป็นที่นิยม ได้แก่ ย่านศูนย์กลางธุรกิจใน กรุงเทพมหานคร (เช่น โซนสุขุมวิท, โซนรัชดาฯ-พระราม 9, โซนพหลโยธิน-ลาดพร้าว) เชียงใหม่ และพื้นที่แถบชายทะเลของพัทยาและภูเก็ต โดยเฉพาะโครงการที่มีการการันตีผลตอบแทน และจุดเด่นของอสังหาฯ ไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ คือ มีการดูแลบริการและให้ส่วนกลางที่จัดเต็มเทียบเท่าโรงแรมซึ่งมักจะพบในโครงการระดับกลางบนขึ้นไปด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกใจที่อสังหาริมทรัพย์ของไทยยังเป็นเป้าหมายในการสร้างความมั่งคั่งให้นักลงทุนต่างชาติ เพราะหากมองในด้านแรงจูงใจในการเข้ามาลงทุน ความคุ้มค่า ระดับราคาที่ยังจับต้องได้ไม่สูงมากเกินไปเมื่อเทียบกับหลายประเทศในแถบเอเชีย เช่น  จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ที่ต้องใช้เงินก้อนโตในการซื้อที่สูงกว่าประเทศไทยหลายเท่าตัว รวมไปถึงผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นที่น่าพอใจของนักลงทุนที่มีพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทน (Search for Yield) ตลอดจนภูมิประเทศที่สวยงาม ลักษณะวัฒนธรรมของไทยที่ประชากรให้การต้อนรับแขกผู้มาเยือนอยู่เสมอ  จึงตอบโจทย์นักลงทุนและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกได้อย่างลงตัว

    สำหรับในมุมของนักลงทุนชาวไทยเองก็ถือว่ามีความได้เปรียบนักลงทุนต่างชาติที่มีข้อจำกัดในด้านการถือครองและการนำเงินออกนอกประเทศ นักลงทุนชาวไทยสามารถลงทุนในอสังหาฯที่มีราคาที่เข้าถึงได้ และได้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดี ซึ่งหากพิจารณาจากข้อมูลเปรียบเทียบราคาอสังหาฯและผลตอบแทนของไทยและต่างประเทศ ก็ต้องยอมรับว่าการลงทุนอสังหาฯ ในไทยน่าสนใจไม่แพ้ที่อื่นเลยครับ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here