ตระกูล “สิริวัฒนภักดี” ได้ฤกษ์ส่ง แอสเสท เวิรด์ฯเข้าจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ เตรียมขายIPOไม่เกิน 6,957,000,000  หุ้น หวังนำเงินจากการระดมทุนใช้หนี้ เงินทุนหมุนเวียน ขยาย-พัฒนากิจการ ระบุเป็นแนวคิดเจ้าสัวเจริญสั่งรวมพอร์ตทำเลศักยภาพเข้าสู่ระบบ ไม่ยึดติดธุรกิจครอบครัวระบุที่ดินฟรีโฮลด์สัดส่วนมากถึง 90% ย้อนหลัง 3 ปี รายได้โตเฉลี่ย 15%

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC  เป็นบริษัทโฮลดิ้งภายใต้ ทีซีซี กรุ๊ป (TCC Group) ของตระกูลสิริวัฒนภักดี เปิดเผยว่า เมื่อเช้าวันที่ 11 มิถุนายน 2562 บริษัทฯได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล การเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวน (Filing) ต่อสํานักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเป็นการเสนอขายหุ้นสามัญต่อบุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ลงทุนสถาบัน ผู้มีอุปการคุณของบริษัทฯ และผู้ซื้อหุ้นเบื้องต้นในต่างประเทศ เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน ให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO)จำนวนไม่เกิน 6,957,000,000  หุ้น คิดเป็น 22.47% ของทุนที่ชำระแล้ว 24,000 ล้านบาท (ทุนจดทะเบียน 32,000 ล้านบาท) มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท  โดยมีที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) จากไทย 3 ราย ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด(มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด(มหาชน) และธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) นอกจากนี้ยังมี FA จากต่างประเทศอีก 3 ราย และมีผู้รับประกันการจัดจำหน่ายหุ้น IPO จำนวน 4 ราย ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด(มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด(มหาชน), ธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน)

โดยวัตถุประสงค์ของการเสนอขาย IPO ในครั้งนี้ของบริษัทฯ เพื่อใช้เป็นเงินลงทุนในการเข้าซื้อกิจการที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินกลุ่ม 3 และใช้ในการลงทุน พัฒนา และ/หรือ ปรับปรุงทรัพย์สินของบริษัท และ/หรือ บริษัทย่อย โดยที่บริษัทมีแผนลงทุนธุรกิจโรงแรมเพิ่มอีก 12 โรงแรม ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมการลงทุน พร้อมกับชำระคืนเงินกู้ยืมให้กับธนาคาร และ/หรือตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออกโดยบริษัทและ/หรือ บริษัทย่อย และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการ

ทั้งนี้ตามข้อมูลที่ยื่น Filing ระบุว่า ณ วันที่ 31 มีนาคม 2562  มีสินทรัพย์ 92,759.1 ล้านบาท รวมรายได้  ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2561 อยู่ที่ 12,415.64 ล้านบาท (ปี 2560 มีรายได้ 9,100 ล้านบาท) กำไรสุทธิ 489.04 ล้านบาท ทั้งนี้ โครงสร้างรายได้หลักจะมาจากกลุ่มโรงแรม ในสัดส่วน 60% และอีก 40% มาจากกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นในอนาคต

โดยแนวทางการเข้าตลาดหุ้น ทางบริษัทฯ ได้คัดเลือกรวมสินทรัพย์ระดับที่อยู่ในทำเลที่มีศักยภาพสูง และสร้างรายได้ระยะยาว มาจัดรวมอยู่ในAWC ซึ่งจะประกอบด้วย 2 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่

1.กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) ซึ่งมีโรงแรมระดับสากล ที่มีทั้งหมด 15 แห่ง ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 10 แห่ง อาทิ แมริออท , อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็กชั่น โฮเทล, โอกุระ , บันยันทรี ,ฮิลตัน และเชอราตัน  จำนวน 3,432 ห้อง  และอยู่ในระหว่างการปรับปรุงอีก  5 แห่ง อีกทั้งได้ทำสัญญาซื้อขายกิจการ โดยการเข้าซื้อหุ้นของบริษัทที่เป็นเจ้าของโรงแรมจำนวน 12 แห่ง เป็นโรงแรมที่ดำเนินการแล้ว 4 แห่ง และอยู่ระหว่างการพัฒนา  อีกทั้งมีแผนพัฒนา 8 แห่ง โดยจะตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และหัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญในประเทศไทย ซึ่งตั้งเป้าภายในระยะเวลา 5 ปี จะเพิ่มจำนวนห้องเป็น 8,000 ห้อง จากปัจจุบันที่ 4,960 ห้อง ซึ่งมีจำนวนห้องพักใหญ่ที่สุด

2.กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (Retail and Commercial Building) มีพื้นที่เช่ารวมประมาณ  610,000 ตารางเมตร ซึ่งบริษัทเป็นเจ้าของและผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้ารวมทั้งสิ้น 10 แห่ง เปิดดำเนินการแล้ว 8 แห่ง และอยู่ระหว่างการพัฒนา อีก2 แห่ง ประกอบกับยังมีโครงการในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการประกอบกิจการการค้าปลีกอีก 2 แห่ง ที่บริษัทได้ทำบันทึกข้อตกลง(MOU) ปี 2562 ที่จะเข้าลงทุน ซึ่งบริษัทจะเข้าทำสัญญาต่อไป ซึ่งประกอบด้วยโครงการใหม่ 1 แห่ง และส่วนต่อขยายของโครงการเดิม 1 แห่ง และยังมีอาคารสำนักงาน จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ ​ ,​อาคารแอทธินี ทาวเวอร์​​ ,อาคาร 208 วายเลสโร้ด​​ และอาคารอินเตอร์ลิงค์ ทาวเวอร์ โดยโครงการส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในย่านใจกลางธุรกิจสำคัญของกรุงเทพฯ

 

คุณพ่อ(เจริญ สิริวัฒนภักดี) มีแนวคิดรวมอสังหาฯระดับ Prime Location เข้าด้วยกัน ซึ่งวันนี้ เราได้เร่งดำเนินการ โดยคุณพ่อต้องการให้ธุรกิจของครอบครัวเข้าสู่ระบบ เป็นมาตรฐานมากขึ้น  ไม่อยากให้รุ่นลูกรุ่นหลานไปยึดติดกับธุรกิจครอบครัวมากนัก และวันนี้ถือเป็นฤกษ์ดีที่เรายื่น Filing โดยสินทรัพย์ทั้งหมดที่นำเข้ามา ทุกชิ้นต้องมีมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้น สินทรัพย์ในการดำเนินธุรกิจ จะเป็นแบบฟรีโฮลด์ 90% ส่วนอีก 10% จะเป็นสินทรัพย์ลีสโฮลด์ (เช่าระยะยาว) ส่วนนี้ไม่ได้นำเข้ามาอยู่ในพอร์ต”นางวัลลภา กล่าว

นางวัลลยา กล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบายของ AWC นั้นจะเติบโตไปพร้อมๆกับโครงการที่พัฒนา ไปแล้วหลายหมื่นล้านบาท และยังมีแผนลงทุนโครงการในอนาคตอีกหลายหมื่นล้านบาท การที่นำบริษัทฯเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯนั้น เพื่อเป็นมาตรฐานสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจ ซึ่งมองว่า พื้นฐานของประเทศไทยยังแข็งแกร่ง การท่องเที่ยวในประเทศยังดี มีนักท่องเที่ยวจากจีนเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งบริษัทฯได้สร้างสินทรัพย์ ที่เป็นตัวแทนของประเทศ ซึ่ง AWC จะมองลงทุนในระยะยาว และจะมีการขยายการลงทุนโครงการมิกซ์ยูส  เพราะมองว่าอสังหาฯในประเทศไทยน่าลงทุนและราคายังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอีกมาก

สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2559-2561) มีการเติบโตเฉลี่ย 15% ต่อปี โดยที่มีรายได้รวม 9,410 ล้านบาท, 11,200 ล้านบาท และ 12,400 ล้านบาท ตามลำดับ โดย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2562 ที่ผ่านมา บริษัทฯมีรายได้รวมประมาณ 3,000 ล้านบาท

 

 

 

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here