อสังหาฯเครือ UV “แกรนด์ ยูนิตี้” ชู 6 แบรนด์ Blue Series  เจาะตลาดทุกเซกเม้นต์คอนโดมิเนียม ตั้งแต่ตลาด “แมส” ยันตลาด “ระดับพรีเมี่ยม” เผยยอดเร่งระบายสต็อกค้างแบรนด์ยูดีไลท์ 500 ยูนิตมูลค่า 2,000 ล้านบาท หวังขายหมด 80% ในปี 62 ล่าสุดปักหมุดทำเลทองสาทรเปิดตัวคอนโดฯใหม่โครงการ “ANIL Sathorn 12”  มูลค่าโครงการประมาณ 3,400 ล้านบาท จุดเด่นโครงการที่พักอาศัยตามมาตรฐาน WELL Building Standard แห่งแรกของเมืองไทย

 

นายปัฐวิน วงศ์เสถียร ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานการตลาดและการขาย บริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด ในเครือ บมจ.ยูนิเวนเจอร์ (UV) เปิดเผยว่า โดยแผนในปี 2562 นี้ บริษัทฯยังคงมุ่งมั่นพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นการต่อยอดแนวคิดให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิต… บนเหตุผลของคุณ (Simply Make Sense) รวมถึงการตอกย้ำการพัฒนาโครงการด้วยการเลือกทำเล การออกแบบ ตลอดจนเลือกวัสดุอุปกรณ์ที่นำมาใช้ภายในโครงการ ในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวสูงหรือคอนโดมิเนียม จะพัฒนาภายใต้แบรนด์ 6  แบรนด์ โดยทั้ง 6แบรนด์ มีความหมายว่า “สีฟ้า” หรือ Blue Series ในความหมายที่แตกต่างกันในแต่ละภาษา ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย(Segment) และล่าสุดได้เพิ่มแบรนด์สำหรับเจาะตลาดระดับบน หรือ พรีเมี่ยมมากขึ้น ดังนี้

  • แบรนด์  เดนิม (DENIM), เซียล่า (CIELA) ทั้งสองแบรนด์เข้าไปทำตลาดแมส ราคา 9หมื่น-1.1หมื่นบาทต่อตารางเมตร(ตร.ม.)
  • เดอ ลาพีส (DeLAPIS), แมสซารีน (MAZARINE) และคาร่า (KARA) ระดับราคาตั้งแต่ 1.5 -1.7แสนบาทต่อตร.ม.
  • และแบรนด์ อนิล (ANIL) ระดับราคา 2.6 แสนบาทต่อตร.ม.แบรนด์ระดับหรู (Luxury)

นายปัฐวิน  กล่าวด้วยว่า บริษัทฯมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 6 โครงการ รวมมูลค่าประมาณ  9,600 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีแรกเปิดไปแล้ว 2 โครงการ โดยล่าสุด ได้เปิดตัวโครงการ “ANIL Sathorn 12”  ตั้งอยู่ติดรถไฟฟ้าสถานีศึกษาวิทยา (สถานีรถไฟฟ้า BTS ในอนาคต) เนื้อที่ กว่า 1 ไร่ พัฒนาเป็นโครงการคอนโดมิเนียมสูง 42 ชั้น รวม 222 ยูนิต มูลค่าโครงการประมาณ 3,400 ล้านบาท ราคาขายเฉลี่ย 260,000 บาทต่อตร.ม. หรือเริ่มต้นที่ 11 ล้านบาทต่อยูนิต จับกลุ่มระดับพรีเมี่ยม จะเปิดจองอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 15-16 มิ.ย. ตั้งเป้ายอดขาย(Presale) ให้ได้ประมาณ 50%  ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะเริ่มลงมือก่อสร้างในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2562 และกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2564 มีห้องพักแบบให้เลือกดังนี้

  • แบบ 1Bedroom ขนาดพื้นที่ใช้สอย 45.00-46.00 ตร.ม.
  • แบบ 2Bedroom ขนาดพื้นที่ใช้สอย 62.00-92.50 ตร.ม.
  • แบบ 2Bedroom Plus ขนาดพื้นที่ใช้สอย 111.00-114.50 ตร.ม.
  • แบบ2 Bedroom Duplex ขนาดพื้นที่ใช้สอย 104.00 ตร.ม.
  • แบบ3 Bedroom ขนาดพื้นที่ใช้สอย 109.50 ตร.ม.

จุดเด่นที่พักอาศัยตามมาตรฐาน WELL Building Standard แห่งแรกของเมืองไทย

เพื่อเพิ่มยอดขาย(Presale) บริษัทฯมีแผนนำโครงการ “ANIL Sathorn 12”  ไปโรดโชว์ในต่างประเทศ โดยประเทศเป้าหมายคือ ฮ่องกง ไต้หวัน โดยการโรดโชว์จะมุ่งเน้นการการผลักดันความเป็นแบรนด์ลักชัวรี่มากขึ้น เพื่อให้รู้จักและขยายไปสู่โครงการอื่น และจะทำให้แบรนด์มีความโกลบอลขึ้น โดยวางเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนลูกค้าต่างชาติจากเดิม 5% เป็น 20-30%

นายปัฐวิน วงศ์เสถียร

บริษัทฯตั้งใจพัฒนาโครงการ “ANIL Sathorn 12” ภายใต้แนวคิด “Luxury Redefined”  เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้พักอาศัยอย่างแท้จริง ซึ่ง ANIL Sathorn 12 จะเป็นโครงการที่พักอาศัยแห่งแรกของไทยที่ผ่านการรับรอง WELL PrecertifiedTM for Multifamily Residential Project, Gold Level  ตามมาตรฐาน WELL Building StandardTM จาก International WELL Building InstituteTM (IWBITM) ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐานที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้พักอาศัยให้ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมภายในอาคารที่ดีต่อสุขภาพ เช่นเดียวกับอาคารที่พักอาศัยชั้นนำระดับโลก ถือได้ว่าเป็นการกำหนดนิยามใหม่ของที่พักอาศัยในระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี ที่ผนวกทำเลใจกลางเมืองย่านสาทร ทำเลที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตลอดเวลา เข้ากับพื้นที่ส่วนกลางที่ถูกออกแบบตามแนวคิด WELL Building StandardTM ที่มอบคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ในส่วนของงานออกแบบโครงการฯ ให้ความสำคัญกับรายละเอียดทั้งภายในและภายนอกโครงการ เพื่อตอบรับมาตรฐาน WELL Building StandardTM  โดยคำนึงถึงปัจจัยสุขภาพ 7 ข้อ ได้แก่ คุณภาพอากาศที่บริสุทธิ์ (Air), คุณภาพน้ำดื่มน้ำใช้ (Water), สุขภาวะด้านโภชนาการ (Nourishment), การออกแบบแสงสว่างที่เหมาะสม (Light), สุขภาพและความแข็งแรงของร่างกาย (Fitness), ความรู้สึกสบาย (Comfort) และ สุขภาวะทางจิตใจ (Mind) ผ่านฟังก์ชั่นดีไซน์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้น ด้วยห้องชุดเพดานสูง 3 เมตร เพื่อความโปร่ง โล่งสบาย พร้อมทั้งดีไซน์เรื่องของแสงสว่างให้เหมาะสมกับแต่ละการใช้งานในพื้นที่

นายปัฐวิน  กล่าวด้วยว่า สาทร เป็นทำเลที่มีคุณภาพ เพราะเป็นศูนย์กลางสำนักงาน เป็นศูนย์กลางธุรกิจ (CBD-Central Business District) เป็นทำเลที่มีความต้องการที่อยู่อาศัย ใกล้กับสถานที่ทำงาน และการศึกษา สะดวกในการคมนาคม จึงทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นถึง  17.2% ต่อปี

นอกจากนี้ในปีนี้มีแผนระบายสินค้าสร้างเสร็จที่เหลือขาย ภายใต้แบรนด์ยูดีไลท์ ซึ่งเป็นแบรนด์เก่าที่จะไม่ผลิตแล้ว จำนวน 500 ยูนิต มูลค่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าตลาดแมสราคาเริ่มต้น 2 ล้านกว่าบาท ซึ่งกระจายตัวอยู่ในทำเลแตกต่างกัน อาทิ รัตนาธิเบศร์, พหลโยธิน, วิภาวดี คาดว่าจะระบายได้หมดสัดส่วน 80%

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here