ไพโรจน์ วัฒนวโรดม” ประกาศเปิดตัวบริษัทใหม่ “แมทซ์ไทม์ พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแทนท์” ดำเนินธุรกิจอสังหาฯ ครบวงจร ตั้งเป้ารับบริหาร 10 โครงการ/ปี  ทั้งในกทม.-ปริมณฑล-ต่างจังหวัด มูลค่าลงทุนโครงการละ 100 ล้านบาท ล่าสุดมีลูกค้านำที่ดินให้บริหารแล้ว 4 ราย ตั้งเป้ารายได้ปีละ 30-50 ล้านบาท

 ไพโรจน์ วัฒนวโรดมประกาศตั้งบริษัทอสังหาฯ บริการครบวงจร | Prop2Morrow บ้าน คอนโด ข่าวอสังหาฯ

 

นายไพโรจน์ วัฒนวโรดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท แมทซ์ไทม์ พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแทนท์  จำกัด อดีตผู้บริหารจากบริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ QH และบริษัท เจ.เอส.พี.พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)หรือ JSP  เปิดเผยว่า จากประสบการณ์ด้านอสังหาริมทรัพย์มากกว่า 25 ปี บริหารโครงการแบบครบวงจรมากกว่า 100 โครงการ ในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล และต่างจังหวัด จึงได้ก่อตั้งบริษัท แมทซ์ไทม์ พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแทนท์ จำกัด ขึ้นมาเพื่อดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร โดยวางเป้าหมายในการรับบริหารโครงการในเบื้องต้น 10 โครงการต่อปี และยังมีแผนที่จะพัฒนาโครงการของบริษัทฯ เองให้ได้ ปีละ  2 โครงการ มูลค่าการลงทุนโครงการละประมาณ 100 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตมากกว่า 10 % ต่อปี

 

“สาเหตุที่เราตั้งบริษัทแมทซ์ไทม์ฯ ขึ้นมาเพราะทีมงานเราลงตัว มีความเชี่ยวชาญในการบริหารโครงการอสังหาฯ ขาย และโอน และจากข้อมูล พบว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการธุรกิจมูลค่าไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท มีความต้องการจะขยายไลน์ธุรกิจใหม่ ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีอย่างเช่น ธุรกิจอสังหาฯ แต่เจ้าของที่ดินเหล่านี้ เข้าไม่ถึงผู้ประกอบการอสังหาฯ ขณะที่แบงก์ก็มีความต้องการให้มีการพัฒนาที่ดิน ซึ่งบริษัทฯ มั่นใจว่าจะสามารถตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้ได้ โดยจะเน้นทำโครงการขนาดเล็ก จำนวนยูนิตไม่มากเพื่อให้สามารถปิดการขายได้ภายใน 1 ปีหรือปีครึ่ง” นายไพโรจน์ กล่าว

 

ด้านกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจนั้นจะเร่งสร้างแบรนด์แมทซ์ไทม์ฯ ผ่านการพัฒนาโครงการ เพราะด้วยประสบการณ์ทำให้ทราบถึงพฤติกรรมผู้บริโภคและคู่แข่ง ซึ่งจะนำมาปรับแพลตฟอร์มการพัฒนาในแต่ละพื้นที่ให้ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย โดยบริษัทเลือกเปิดโครงการปลายปีเพื่อให้ผู้ซื้อได้เห็นของจริงจะเน้นเป็นบ้านสร้างเสร็จพร้อมขายพร้อมโอน รวมทั้งการเปิดหลักสูตรอบรมในแต่ละเดือน ซึ่งหัวข้อที่ไม่ซ้ำกันจากผู้เชี่ยวชาญ และปฎิบัติงานโดยตรง ซึ่งเป็นโมเดลใหม่โดยผู้สมัครต้องมีที่ดิน คาดว่าจะเห็นการต่อยอดก่อให้เกิดการพัฒนาหลังจากผ่านการอบรมไปแล้ว

 

ทั้งนี้หลังจากที่เปิดตัวบริษัทไปเมื่อปลายเดือนกันยายน 2561 ที่ผ่านมา บริษัทรับบริหารงานแล้ว 4 ราย และอยู่ระหว่างการเจรจาอีก 5 ราย โดยในปี 2562 มีโครงการจะเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งสิ้น ประมาณ 8 โครงการ โดยเป็นโครงการที่บริษัทบริหารงาน 6 โครงการ และร่วมทุนพัฒนาประมาณ 2 โครงการ ซึ่งโครงการแรกตั้งอยู่ใกล้นิคมเกตเวย์ จ. ฉะเชิงเทรา บนพื้นที่ 30 ไร่ ซึ่งอยู่ระหว่างการตั้งชื่อโครงการ พัฒนาในรูปแบบบ้านเดี่ยว ขนาด 50 ตารางวา ราคาขาย 2-2.5 ล้านบาท จำนวน 120 ยูนิต มูลค่าโครงการ 240 ล้านบาท

 

โครงการที่ 2 เป็นที่ดินของบริษัทตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ฮอนด้า และดำเนินธุรกิจโรงงานหล่อยาง มีแผนจะนำที่ดินใน อ. เมือง จ. นครราชสีมา จำนวนประมาณ 63 ไร่ จากที่ดินสะสมที่มีกว่า 30 แปลง รวมกว่า 400 ไร่ มาพัฒนาในรูปแบบบ้านเดี่ยว ขนาด 50 ตารางวา ราคาขาย 1.6-2 ล้านบาท จำนวน 225 ยูนิต มูลค่า 400 ล้านบาท โดยแบ่งการพัฒนาเป็น 2 เฟส

 

ส่วนโครงการที่ 3-6 เป็นที่ดินของตระกูล “นันทิรุจ” ได้นำเสนอที่ดิน 4 แปลง จากทั้งหมด 30 แปลง ให้บริษัทบริหารงาน โดยจะเริ่มจากการพัฒนาที่ดินบริเวณซอยลาซาล พื้นที่ 3 ไร่ ในรูปแบบของคอนโดมิเนียม เป็นโครงการแรก จำนวน 2-3 อาคาร 200-250 ยูนิต มูลค่าราว 800-1,000 ล้านบาท ราคาขายราว 2 ล้านบาทบวก ส่วนอีก 3 แปลง คือ ทำเลติวานนท์ แพรกษา และจังหวัดสมุทรปราการ พื้นที่ตั้งแต่ 10-15 ไร่ มีแผนจะพัฒนาในรูปแบบของทาวน์เฮาส์ จำนวน 80-100 ยูนิต มูลค่ารวม 200-500 ล้านบาท โดยทั้งหมดจะเปิดตัวไตรมาส 3 และ 4 ในปี 2562

 

นอกจากนี้บริษัทยังมีโมเดลธุรกิจ ในการพัฒนาโครงการภายใต้บริษัท แมทซ์ไทม์ฯ นั้นมีแผนจะพัฒนาเองปีละ 2 โครงการ แต่จะเป็นในลักษณะร่วมทุนกับกลุ่มทุนที่มีธุรกิจหลากหลาย  โดยเน้นตลาดโครงการแนวราบ ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์เฮาส์ มูลค่าโครงการรวม 200 ล้านบาท อีกทั้งยังมีแผนลงทุนในรูปแบบของแวร์เฮาส์ ขนาดพื้นที่ 5-10 ไร่  มูลค่าการลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท/โครงการ

 

“เราไม่ใช่โบรกเกอร์แต่เป็นดีเวลอปเปอร์ เรียลเอสเตท ที่ดำเนินธุรกิจครบวงจร ทั้งนี้เตรียมตั้งบริษัทลูกเพื่อบริการหลังการขาย รวมทั้งจะเป็นโค้ชให้กับเจ้าของที่ดินที่มีความสนใจที่จะเป็นผู้พัฒนาอสังหาฯ ขณะที่บริษัทมีจุดแข็งทั้งทีมงานและเป็นซัพพลายเชนทั้งด้านวัสดุก่อสร้าง รวมไปถึงสถาบันการเงินที่พร้อมให้การสนับสนุน โดยบริษัทตั้งเป้ารายได้ที่เกิดการบริหารที่ 30-50 ล้านบาท/ปี เฉลี่ยโครงการละ 3-5 ล้านบาท” นายไพโรจน์ กล่าวในที่สุด