ลลิลฯเผยภาพรวมตลาดอสังหาฯ3เดือนเริ่มฟื้นตัว จากสภาวะเศรษฐกิจดีขึ้นและหนี้ครัวเรือนลดลง ระบุแผนเปิดตัวปีนี้ยังเป็นตามเป้า 8-10 โครงการ รวมมูลค่า4,500 ล้านบาท โดยเฉพาะทำเลโซนเหนือกทม. รังสิต-ลำลูกกา กำลังซื้อยังมีสูงตามการลงทุนโครงข่ายภาครัฐ ปัจจุบันราคาที่ดินพุ่งสูง 4-5 ล้านบาท/ไร่ ตั้งเป้ารายได้ทั้งปีแตะ 4,000 ล้านบาท

 

ลลิลมั่นใจตลาดอสังหาฯฟื้น กทมโซนเหนือดีมานด์ขยายตัวตามโครงข่ายรัฐ | Prop2Morrow บ้าน คอนโด ข่าวอสังหาฯ


นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด(มหาชน) หรือ LALIN
เปิดเผยถึงภาพรวมของภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาว่า มีแนวโน้มที่ดีขึ้น จากที่เศรฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้น ทำให้ประชาชนมีความมั่นใจเพิ่มขึ้น และกำลังซื้อของประชาชนทยอยเพิ่มขึ้นตามลำดับ อีกทั้งหนี้สินครัวเรือนเริ่มเห็นสัญญาณการปรับตัวลดลง ส่งผลบวกต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ไนช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา คาดว่าภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปีนี้จะเติบโตได้ 5-8% ซึ่งโดยปกติแล้วภาคอสังหาริมาทรัพย์จะเติบโต 1-1.5 เท่าของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ซึ่ง GDP ในปีนี้ตามที่หน่วยงานภาครัฐได้คาดการณ์ไว้จะเติบโตอยู่ที่ 4-4.5%

 

ส่วนแผนการดำเนินงานของบริษัทฯยังเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ โดยจะมีการเปิดตัวใหม่ 8-10 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 4,500 ล้านบาท เป็นโครงการที่อยู่ไนกรุงเทพฯ-ปริมณฑล สัดส่วน 70-80% และที่เหลือจะเป็นโครงการในต่างจังหวัดหัวเมืองท่องเที่ยว

 

และหนึ่งในทำเลที่ลลิลฯปักหมุดพัฒนาโครงการมาร่วม 10 ปีแล้วคือ กรุงเทพฯโซนเหนือ ย่านถนนรังสิต-ลำลูกกา ซึ่งเห็นการพัฒนาของทำเลดังกล่าวที่มีอยู่ตลอดเวลา และพบว่าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ที่มีความเจริญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการขยายตัวทำเลพหลโยธิน ปทุมธานี รังสิต และถนนลำลูกกา จนกลายเป็นที่พักอาศัยแห่งใหม่ ซึ่งมีปัจจัยหนุนมาจากศักยภาพของพื้นที่ ที่มีรถไฟฟ้าสายสีเขียว (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) และสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต-ม.ธรรมศาสตร์) ที่มีกำหนดสร้างเสร็จในปี 2563 อีกทั้งทำเลดังกล่าวยังมีทางด่วนหลายเส้นทาง อาทิ ถนนวงแหวนตะวันออก ทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ และทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ จึงเป็นผลทำให้โซนกรุงเทพฯ ตอนเหนือ สามารถเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ ได้อย่างสะดวกรวดเร็วไม่แพ้ทำเลอื่น

 

ด้วยความเจริญที่มีอยู่อย่างต่อเนื่องในย่านรังสิต-ลำลูกกา ส่งผลให้มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในทำเลดังกล่าวเพิ่มขึ้นมาก และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับจำนวนซัพพลายโครงการแนวราบทำเลรังสิต-ลำลูกกานั้น ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 7,000-8,000 ยูนิต ซึ่งมีบางยูนิตที่ยังไม่ก่อสร้างแต่มีการขายไปแล้ว คิดเป็นยูนิตที่สร้างแล้วเสร็จจริงจะมีอยู่เพียง 1,000-1,200 ยูนิต โดยที่อัตราการดูดซับ (Take up rate) ในพื้นที่ดังกล่าวอยู่ที่ 50% ของจำนวนยูนิตทั้งหมด 7,000-8,000 ยูนิต ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการดูดซับจนหมดประมาณ 1-1.5 ปี

 

ด้านราคาขายโครงการนั้น มีการปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 5-10% ต่อปี ในขณะที่ราคาต้นทุนที่ดินมีอัตราการปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงมากกว่าการปรับเพิ่มของราคาขายโครงการ โดยราคาที่ดินในทำเลรังสิต-ลำลูกกา ปรับเพิ่มขึ้น 10-20% ต่อปี ปัจจุบันราคาขายที่ดินอยู่ที่ 4-5 ล้านบาท/ไร่ เนื่องจากความเจริญที่เพิ่มมากขึ้น การลงทุนโครงการขยายเส้นทางรถไฟฟ้าที่เข้าใกล้ในพื้นที่ดังกล่าว ประกอบกับมีผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต่างๆเข้ามาหาซื้อที่ดินและพัฒนาโครงการเพิ่มมากขึ้น

 

สำหรับลลิลฯปัจจุบันมีโครงการที่เปิดขายในกรุงเทพฯโซนเหนือ จำนวน 2 โครงการ รวมมูลค่า 1,300 ล้านบาท คือ ไลโอ บลิซส์ รังสิต-คลองหลวง เฟส2 เป็นทาวน์โฮม 50 ยูนิต ขนาด 17.6-21 ตารางวา ราคา1.7-2 ล้านบาท มูลค่า 120 ล้านบาท จากทั้งโครงการ จำนวน 4 เฟส มูลค่ารวม 450 ล้านบาท โดยขณะนี้เฟส2 มียอดขายแล้ว 20%

 

ส่วนอีกโครงการคือ “ลลิล ทาวน์(LALIN Town) ไลโอ (LIO) ลำลูกกา คลอง 4–5”โครงการมิกซ์ยูสที่ผสมระหว่างบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ และทาวน์โฮมแนวคิดใหม่ ดีไซน์ใหม่สไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ชั้น ถือเป็นโครงการที่ออกแบบมาเพื่อผู้อยู่ในย่านรังสิต ลำลูกกาโดยเฉพาะ บนพื้นที่ทั้งหมด 44 ไร่ แบ่งการพัฒนาออกเป็น 5 เฟส รวมทั้งสิ้น 417 ยูนิต มูลค่า 850 ล้านบาท โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดขายเฟส1 ประกอบด้วย ทาวน์โฮม ขนาดเริ่มต้นที่ 17-22 ตารางวา ราคา 1.9-2 ล้านบาท จำนวน 60 ยูนิต และบ้านเดี่ยว ขนาด 37-54 ตารางวา ราคา 2.9-3.7 ล้านบาท จำนวน 20 ยูนิต มูลค่า 200 ล้านบาท ขณะนี้มียอดขายแล้วเกือบ 100% และจะเปิดขายเฟส2 อย่างต่อเนื่องในเดือนพฤษภาคมนี้ คาดว่าจะปิดการขายทั้งหมด 5 เฟสได้ภายในระยะเวลา 2-3 ปี

 

“ในช่วงไตรมาส 2/2561บริษัทวางแผนเปิดโครงการใหม่ซึ่งเป็นโครงการแนวราบอีก 1-2 โครงการ มูลค่ารวม 1,200 ล้านบาท”นายชูรัชฏ์ กล่าว

 

ทั้งนี้ในไตรมาส 1/2561 บริษัทสามารถทำยอดขายได้ 1,400-1,500 ล้านบาท จากการโครงการแนวราบใหม่ 1 โครงการ มูลค่า 450 ล้านบาท ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ประกอบกับในช่วงเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา มีการจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ซึ่งบริษัทก็ได้ร่วมไปออกบูธด้วย และมียอดขายเข้ามาเสริม ส่งผลให้ยอดขายในไตรมาส 1/2561 สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยบริษัทฯยังมั่นใจยอดขายรวมไนปีนี้ทำได้ตามเป้าหมายที่ 4,500 ล้านบาท

 

ส่วนแนวโน้มรายได้ในปีนี้ยังมั่นใจว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 4,000 ล้านบาท โดยรายได้ของบริษัทเกือบทั้งหมดจะมาจากการโอนโครงการแนวราบเป็นหลัก โดยที่มีมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) ทั้งหมดในปัจจุบันอยู่ที่ 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการแนวราบทั้งหมดจะทยอยโอนเข้ามาในปีนี้ ส่วน Backlog ของโครงการคอนโดมิเนียมในปัจจุบันบริษัทฯไม่มีแล้ว