สยามสินธรเปิดแผนปี61 จ่อผุดคอนโดฯ 2 โครงการใหม่บนอาณาจักรหลังสวน-ลุมพินี เผยแม้เป็นที่ดินลีสโฮลด์แต่ทำราคาเช่าได้เท่าฟรีโฮลด์ และค่าใช้จ่ายโอนกรรมสิทธิ์ถูกกว่า ด้าน“สินธร ต้นสน”ยอดขายพุ่งแล้ว40% พร้อมโอนกรรมสิทธ์ได้พ.ค.นี้ พร้อมปรับพอร์ตรายได้สร้างความสมดุลระยะยาว

 

 สยามสินธรจ่อผุด2คอนโดฯใหม่บนอาณาจักรหลังสวน | Prop2Morrow บ้าน คอนโด ข่าวอสังหาฯ

 

นายขจรเดช แสงสุพรรณ กรรมการบริหาร บริษัท สยามสินธร จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันที่ดินย่านใจกลางเมืองนั้นหาได้ยาก และมีราคาสูง ทำให้ที่ดินประเภทลีสโฮลด์ หรือสิทธิการเช่าระยะยาว จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจของผู้ประกอบการที่จะพัฒนาโครงการ ซึ่งที่ดินประเภทดังกล่าวนั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหัวเมืองใหญ่ชั้นนำของโลก เพราะหากเปรียบเทียบกับที่ดินฟรีโฮลด์ หรือการซื้อขาด ในทำเลเดียวกัน ราคาของลีสโฮลด์ อาจถูกกว่าตั้งแต่ 30-50% ดังนั้นผู้ที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยย่านใจกลางเมือง จึงหาซื้อได้ไม่ยาก ด้วยระยะเวลาการเช่า 30ปีและได้สิทธิ์ต่ออายุอีก 30 ปี อีกทั้งยังสามารถทำราคาเช่าได้เท่ากับที่ดินประเภทฟรีโฮลด์ในทำเลเดียวกัน คือใช้เงินลงทุนน้อยกว่า แต่ได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่า โดยสามารถปล่อยเช่าได้ตั้งแต่ราคา 85,000 บาท/เดือนขึ้นไป อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์ยังถูกกว่าที่ดินประเภทฟรีโฮลด์ด้วย ซึ่งเป็นจุดที่หลายคนอาจมองข้ามไป

 

“ขณะที่จุดแข็งอีกประการของลีสโฮลด์ โดยเฉพาะโครงการที่เจ้าของที่ดินเป็นผู้พัฒนาเอง ก็คือการดูแลรักษาสภาพอาคาร หากเป็นการขายขาด ภาระหน้าที่ตรงนี้จะกลายเป็นของนิติบุคคลอาคารชุดที่จัดตั้งขึ้นมา แต่หากเป็นการเช่าสิทธิระยะยาวที่มีเจ้าของที่ดินเป็นผู้พัฒนาโครงการเอง การดูแลเอาใจใส่ ตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง ไปถึงการบำรุงรักษาอาคาร จะดำเนินการโดยผู้พัฒนาโครงการ ดังนั้นมูลค่าของอาคารในระยะยาวย่อมมีมากกว่า จึงเป็นอีกหนึ่งในทางเลือกของการลงทุนในคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองที่น่าจับตามอง”

 

ทั้งนี้ทำเลหลังสวนและต้นสน ถือเป็นทำเลที่มีคาแรคเตอร์พิเศษ แม้อยู่ย่านใจกลางเมือง แต่มีความเงียบสงบเหมือนอยู่อาศัยในย่านชานเมือง จึงนับว่าเป็นทำเลที่อยู่อาศัยที่ดีและน่าอยู่อาศัยที่สุดในใจกลางเมือง และปัจจุบันที่ดินก็มีราคาแพงที่สุดดีลสูงสุดในขณะนี้คือ 3.17 ล้านบาท/ตารางวา

สยามสินธรจ่อผุด2คอนโดฯใหม่บนอาณาจักรหลังสวน | Prop2Morrow บ้าน คอนโด ข่าวอสังหาฯ

สำหรับทิศทางการดำเนินงานของบริษัทฯในปีนี้ มีแผนจะเปิดตัวใหม่อีกอย่างน้อย 2 โครงการ ในรูปแบบของคอนโดมิเนียม บนที่ดินที่เหลือในย่านหลังสวนจากทั้งหมด 56 ไร่ โดยจะออกแบบให้แต่ละยูนิตมีขนาดที่ใหญ่มากขึ้น สามารถอยู่อาศัยได้ถึง 3 รุ่น ความคืบหน้าขณะนี้อยู่ในระหว่างการออกแบบและสรุปค่าก่อสร้าง จึงยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้ แค่คาดว่าในปีนี้อาจจะเปิดตัวได้ก่อน 1 โครงการ

 

ทั้งนี้ที่ผ่านมาที่ดินทั้งหมด 56 ไร่ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่บริษัทฯได้แบ่งพัฒนามาแล้ว 2 โครงการ คือ สินธร เรสซิเดนซ์ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 4 ไร่ ซึ่งได้เปิดพรีเซลไปเมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา ประกอบด้วยโรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และคอนโดมิเนียม ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 85% โดยการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในปลายปี2562

 

สยามสินธรจ่อผุด2คอนโดฯใหม่บนอาณาจักรหลังสวน | Prop2Morrow บ้าน คอนโด ข่าวอสังหาฯ

ส่วนโครงการที่ 2 คือ “สินธร ต้นสน” ตั้งอยู่บนพื้นที่  1 ไร่ครึ่ง พัฒนาเป็นคอนโดฯระดับซูเปอร์ลักชั่วรี่ บริเวณถนนสารสิน ตัดซอยต้นสน สูง 17 ชั้น ขนาดตั้งแต่ 85-140 ตารางเมตร ราคา 19-48 ล้านบาท หรือเริ่มต้นที่ 220,000-330,000 บาท/ตารางเมตร จำนวน 59 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,600 ล้านบาท โดยได้เปิดขายลูกค้าวีไอพีไปเมื่อปลายปี2560 ที่ผ่านมา สามารถทำยอดขายได้ 10กว่า% และได้เปิดการขายอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 24-25 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา ปัจจุบันมียอดขายรวมที่ 40% โดยการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม 2561 นี้

 

ด้านโครงการที่3 คือสินธร ลุมพินี ซึ่งอยู่บริเวณถนนสารสินตัดซอยต้นสน เช่นกัน คาดว่าจะสามารถเปิดพรีเซลได้ในปลายปี 2561 นี้ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้

 

“การพัฒนาโครงการสินธร วิลเลจ เป็นไปตามแผนพัฒนาโครงการในระยะ 5 ปี (2558-2562) โดยมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องและคาดว่าจะแล้วเสร็จตามกำหนดที่วางไว้  ซึ่งมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา เป็นโครงการเพื่อขาย ได้แก่ โครงการสินธร ลุมพินิ โครงการสินธร หลังสวน และโครงการคอนโดมิเนียมโลว์ไรซ์อีก 1 โครงการ และโครงการเพื่อสร้างรายได้ประจำ ได้แก่ โครงการสินธร มิดทาวน์  เป็นเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ บริเวณหลังโรงเรียนมาแตร์เดอี โครงการโรงแรม 2 แห่ง ซึ่งบริษัทจะบริหารเอง และมีโครงการพื้นที่ค้าปลีกอีก 1 โครงการ ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนพอร์ตรายได้ของบริษัทให้มีความสมดุลในระยะยาว โดยได้มีการปรับพอร์ตรายได้ประจำ(recurring income) เป็นสัดส่วน 55% และสัดส่วนรายได้จากการขายอยู่ที่ 45%”นายขจรเดช กล่าวในที่สุด