ออริจิ้นฯดึงสถาบันการเงินใหญ่ถือหุ้นบริษัทย่อย ดิจิตอล บัตเลอร์ฯร่วมพัฒนาแอปพลิเคชั่นบริการหลังการขาย ตั้งเป้ารายได้ปี61แตะ 15,000 ล้านบาท ด้านโครงการแนวราบตั้งเป้า 5 ปี เปิดตัวรวม 45,000 ล้านบาท ทั้งเดินหน้าร่วมทุนกลุ่มโนมูระต่อเนื่อง

 

ออริจิ้นประกาศแผน5ปีรุกอสังหาฯทุกเซกเมนต์ เตรียมผนึกแบงก์ยักษ์เปิดแอปฯบริการหลังงานขาย | Prop2Morrow บ้าน คอนโด ข่าวอสังหาฯ


นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด(มหาชน)หรือORI
เปิดเผยว่า นอกเหนือจากพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทให้ความสำคัญแล้ว บริษัทฯยังเห็นถึงการพัฒนาการบริการและการบริการหลังการขายให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าอย่างครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากขึ้น โดยในส่วนของบริษัท ดิจิตอล บัตเลอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ORI ที่เป็นผู้พัฒนาแอปพลิเคชั่น Digital Butler ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่นเพื่อให้บริการลูกค้านั้นบริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับสถาบันการเงินรายใหญ่ในประเทศแห่งหนึ่ง เพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาบริการหลังการขายร่วมกัน และเข้ามาถือหุ้นในบริษัท ดิจิตอล บัตเลอร์ จำกัด ซึ่งจะมีการเปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 นี้

 

อีกทั้งยังอยู่ระหว่างการศึกษาการที่จะนำดิจิตอล บัตเลอร์ เข้าระดมทุนในรูปแบบสกุลเงินดิจิตอล (Initial Coin Offering หรือ ICO) เพื่อนำเงินมาต่อยอดการพัฒนางานด้านบริการ ซึ่งเป็นแนวทางที่บริษัทมีความสนใจ และมีการศึกษาและปรึกษากับบริษัทที่ได้เริ่มทดลองไปแล้ว แต่มองว่าเรื่องดังกล่าวยังต้องใช้ระยะเวลาและยังไม่เห็นความชัดเจนในปีนี้ เนื่องจากกฏระเบียบต่างๆจากหน่วยงานกำกับในไทยยังไม่ออกมารองรับอย่างเป็นทางการ

 

ขณะที่การพัฒนาโครงการภายใต้ The Empire of Origin ใน 3 ทำเลศักยภาพ ได้แก่ ทองหล่อ พร้อมพงษ์และพญาไท มูลค่ารวม 70,000 ล้านบาท ซึ่งจะพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูส ผสานกับโครงการคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี่ เพื่อสร้างเป็นคอนเซ็ปต์ที่เป็นแฟล็กชิฟเรียกว่า “พาร์ค ออริจิ้น คอมเพล็กซ์” ซึ่งแต่ละทำเลจะใช้ระยะเวลาในการพัฒนาที่แตกต่างกันออกไป เช่น ทองหล่อ มูลค่า 37,000  ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างเฟสแรกซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมในช่วงปลายปี2561 นี้ และใช้ระยะเวลาในการพัฒนาทั้งโครงการบนที่ดินขนาดใหญ่ 13 ไร่ ประมาณ6 ปี

 

ส่วนพร้อมพงษ์ มีมูลค่า 23,000 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างภายไตรมาส 3/2561 คาดว่าใช้ระยะเวลาการพัฒนาพื้นที่ทั้งหมดทั้งสิ้นประมาณ 2 ปี และพญาไท มีมูลค่า 10,000 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างภายในปลายปีนี้ และจะสามารถพัฒนาโครงการในทำเลดังกล่าวได้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 2 ปี

 

ด้านรายได้ของบริษัทในปี 2561 ตั้งเป้าอยู่ที่ 15,000 ล้านบาท หรือเติบโต 67% จากปีก่อน โดยในปีนี้บริษัทจะมีการรับรู้รายได้จากมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) เข้ามาประมาณ 10,000 ล้านบาท จาก Backlog ทั้งหมด 27,000 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้จะมีโครงการคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จและเริ่มโอนครั้งแรกเข้ามาจำนวน 9 โครงการ และมีโครงการแนวราบ Britania ศรีนครินทร์ มูลค่า 800 ล้านบาท ที่จะเริ่มโอนในช่วงไตรมาส 1/2561 เป็นครั้งแรก หลังจากที่บริษัทได้เปิดการขายโครงการดังกล่าวไปเมื่อปลายปี2560 และปี 2561 ยังเป็นปีแรกที่บริษัทมีการรับรู้รายได้จากโครงการแนวราบเข้ามา

 

ส่วนยอดขายในปี 2561 อยู่ที่ 20,000 ล้านบาท หรือเติบโต 34% จากปีก่อน โดยวางแผนเปิดโครงการใหม่ในปี 2561 ทั้งหมด 14 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 30,000 ล้านบาท แบ่งเป็น คอนโดมิเนียม 10 โครงการ มูลค่า 26,000 ล้านบาท และแนวราบ 4 โครงการ มูลค่า 4,000 ล้านบาท พร้อมวางงบซื้อที่ดินปีนี้ที่ 10,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน

ออริจิ้นประกาศแผน5ปีรุกอสังหาฯทุกเซกเมนต์ เตรียมผนึกแบงก์ยักษ์เปิดแอปฯบริการหลังงานขาย | Prop2Morrow บ้าน คอนโด ข่าวอสังหาฯ

 

นอกจากนี้บริษัทยังตั้งเป้ารายได้ในช่วง 5 ปี (ปี ‪2561-2565‬) มีรายได้อยู่ที่ 27,500ล้านบาท โดยจะมีการปรับสัดส่วนรายได้ของบริษัทให้มีการกระจายตัวมากขึ้น โดยรายได้ที่มาจากการขายคอนโดมิเนียม 58.2% จากปีนี้ที่ 94% รายได้จากการขายโครงการบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ที่ 36.4% เพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่ 1% รายได้ประจำ (Recurring Income) ที่ 2.9% รายได้จากธุรกิจให้บริการเพิ่มเป็น 0.7% จากปีนี้ที่ 0.5% และรายได้อื่นๆ 1.8% จากปีนี้ที่ 5%

 

ออริจิ้นประกาศแผน5ปีรุกอสังหาฯทุกเซกเมนต์ เตรียมผนึกแบงก์ยักษ์เปิดแอปฯบริการหลังงานขาย | Prop2Morrow บ้าน คอนโด ข่าวอสังหาฯ
ด้านนางศุภลักษณ์ จันทร์พิทักษ์กรรมการผู้จัดการโครงการแนวราบ ORI  กล่าวว่า ธุรกิจโครงการแนวราบถือเป็นอีกธุรกิจที่จะมีบทบาทสำคัญต่ออาณาจักรออริจิ้น โดยภายในปี ‪2561-2565‬ บริษัทตั้งเป้าจะเปิดตัวโครงการใหม่ เน้นทำเลกรุงเทพฯ-ปริมณฑล และพื้นที่โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) มูลค่ารวม 45,000 ล้านบาท และสร้างรายได้กลับมายังบริษัทในช่วง 5 ปีดังกล่าวประมาณ 31,000 ล้านบาท

 

ขณะที่ระดับราคาของบ้านจะแบ่งออกเป็น 3 เซกเมนต์ ได้แก่ ทาวน์โฮมและโฮมออฟฟิศ ราคา 3-5 ล้านบาท บ้านเดี่ยวและบ้านแฝด ราคา 5-8 ล้านบาท และบ้านเดี่ยว ราคา 8-20 ล้านบาท เพื่อให้พร้อมรองรับความต้องการของผู้บริโภคทุกระดับ ตั้งแต่ระดับอีโคโนมี่ พรีเมียม ไปจนถึงระดับเพรสทีจ

 

นายปิติพงษ์ ไตรนุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ORI ในฐานะผู้ดูแลด้านการร่วมทุน กล่าวว่า การร่วมทุนถือเป็นกลไกสำคัญสำคัญในการเติบโตของออริจิ้นสู่อาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เพราะจะช่วยสร้างโอกาสในการเรียนรู้แนวคิด โนว์ฮาว ดีไซน์ ของบริษัทพาร์ทเนอร์ มาใช้ต่อยอดกับการดำเนินธุรกิจให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกกลุ่ม ขณะเดียวกัน ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงฐานลูกค้าใหม่ๆของพันธมิตรอีกด้วย

 

ออริจิ้นประกาศแผน5ปีรุกอสังหาฯทุกเซกเมนต์ เตรียมผนึกแบงก์ยักษ์เปิดแอปฯบริการหลังงานขาย | Prop2Morrow บ้าน คอนโด ข่าวอสังหาฯ

โดยที่ผ่านมาบริษัทมีพันธมิตรหลัก คือ บริษัท โนมูระ เรียลเอสเตท ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด ร่วมทุนในโครงการคอนโดมิเนียมแล้ว 5 โครงการ มีฐานลูกค้าอยู่ประมาณ 400,000 ราย มีประสบการณ์ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ญี่ปุ่นมายาวนานถึง 60 ปี การร่วมทุนกับโนมูระทำให้บริษัทฯสามารถนำประสบการณ์ 60 ปีของโนมูระฯมาต่อยอดเป็นปีที่ 61 และโครงการโรงแรมอีก 1 โครงการ ในอนาคตบริษัทยังเปิดกว้างโอกาสในการร่วมทุนในธุรกิจประเภทอื่นๆ ทั้งโครงการแนวราบ คอมมูนิตี้มอลล์ สำนักงานให้เช่า ไปจนถึงธุรกิจแวร์เฮาส์ คาดว่าระยะยาวจะมีรายได้ที่เกิดจากธุรกิจร่วมทุนประมาณ 20-30% ของรายได้รวม

 

ด้านนางจตุพร ผิวขาว กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออริจิ้น วัน จำกัด บริษัทในเครือของ ORI กล่าวว่า ธุรกิจที่สร้างรายได้หมุนเวียน จะเป็นธุรกิจที่ช่วยสร้างการเติบโตและรับรู้รายได้อย่างยั่งยืนให้กับอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรของออริจิ้น เพราะประกอบไปด้วยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการเช่า เช่น โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ทเมนต์ สำนักงานเช่า คอมมูนิตี้มอลล์ ที่สร้างรายได้กลับมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมรองรับทุกสภาพเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ยังมีธุรกิจบริการที่จะช่วยเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภค

 

ออริจิ้นประกาศแผน5ปีรุกอสังหาฯทุกเซกเมนต์ เตรียมผนึกแบงก์ยักษ์เปิดแอปฯบริการหลังงานขาย | Prop2Morrow บ้าน คอนโด ข่าวอสังหาฯ

 

ทิศทางของบริษัทต่อจากนี้จะให้ความสำคัญกับ 3 เรื่อง 1.Great Location เกาะทำเลศักยภาพอย่างสุขุมวิทที่ตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยวทั่วไป (Leisure Traveler) และนักท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ (Business Traveler) รวมถึงทำเลอีอีซีที่มีศักยภาพในการเติบโต 2.Great Service ให้ความสำคัญกับการบริการมาตรฐาน โดยในส่วนของโรงแรมนั้น บริษัทจะใช้เชนจากต่างประเทศเข้ามาช่วยบริหาร เพื่อให้เกิดบริการมาตรฐานสากล ผสมผสานเข้ากับการบริการซึ่งมีเอกลักษณ์แบบของไทย 3.มิกซ์ยูส โครงการต่างๆ ต่อจากนี้จะพัฒนาไปแบบมิกซ์ยูส ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์การอยู่อาศัยและการใช้ชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่

 

“สำหรับธุรกิจโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ทเมนต์ เราตั้งเป้าว่าภายใน 5 ปี จะมีจำนวนห้องพักอยู่ในระดับท็อปเท็นของเมืองไทย ขณะที่ในแง่ธุรกิจบริการ เราตั้งเป้าว่าจะเติบโตจนมีเซอร์วิสเชนของตัวเอง คอยบริการผู้บริโภค”นางจตุพร กล่าวในที่สุด