แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ฯ เปิดแผนปีจอ เตรียมเปิดตัว 18 โครงการใหม่ ในกทม.-ปริมณฑลและต่างจังหวัด รวมมูลค่า 36,300 ล้านบาท ทั้งปรับราคาขายเฉลี่ยลงมาที่ 7 ล้านบาท/ยูนิตและรุกตลาดทาวน์เฮาส์มากขึ้นเป็นสัดส่วน 9% ด้านที่ดินสวนชูวิทย์ ได้ฤกษ์เซ็นสัญญาเช่า 1 ก.พ.นี้ จ่อผุดอาคารสำนักงาน-รร.-รีเทล ใช้งบลงทุน 6,000 ล้านบาท  เล็งซื้อที่ดินย่านใจกลางเมืองอีก 1-2 แปลง ตั้งเป้ายอดขายในปี61 แตะ 31,000 ล้านบาท  และรายได้รวมที่ 36,700 ล้านบาท

 

 LHเปิดแผนปีจอผุด18โครงการมูลค่า36หมื่นล้านบาท | Prop2Morrow บ้าน คอนโด ข่าวอสังหาฯ

 

นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ ประธานกรรมการบริษัท และประธานกรรมการบริหาร บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด(มหาชน)หรือ LH เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานของบริษัทฯในปี 2561 ว่าจะเปิดตัวใหม่ 18  โครงการ มูลค่ารวมทั้งหมด  36,300 ล้านบาท แบ่งแยกเป็นโครงการในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล  16  โครงการ และต่างจังหวัด  2  โครงการ  ทั้งนี้หากแบ่งตามประเภทของที่อยู่อาศัยได้ดังนี้ บ้านเดี่ยว        14     โครงการ  (นับรวมบ้านแฝด) ทาวน์เฮาส์  7  โครงการ (ในโครงการที่ Mix  นับแยกออกตามประเภทสินค้า  นับซ้ำโครงการ) และคอนโดมิเนียม   4     โครงการ มากกว่าปี 2560 ที่เปิดตัว 10 โครงการ รวมมูลค่า 10,080 ล้านบาท ทำให้โครงการที่เปิดดำเนินการในปี 2561 มีจำนวนทั้งสิ้น 86 โครงการ จากสิ้นปีก่อนที่มี 68 โครงการ

 

ทั้งนี้ระดับราคาขายที่อยู่อาศัยโดยเฉลี่ยของบริษัทฯในปีนี้จะลดลงมาอยู่ที่ 7 ล้านบาท/ยูนิต จากปีก่อนอยู่ที่ 7.5 ล้านบาท/ยูนิต เพราะในปีนี้บริษัทจะเน้นการเปิดโครงการทาวน์เฮาส์ระดับราคา 2-4 ล้านบาท เพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่เน้นเปิดโครงการบ้านเดี่ยวระดับราคาตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป โดยการหันมาเปิดโครงการทาวน์เฮาส์และแนวราบอื่นๆมากขึ้น เป็นเพราะยอดขายโครงการแนวราบของภาพรวมทั้งตลาดในปี2560 เป็นบวก ในขณะที่ยอดการเปิดตัวโครงการแนวราบในปีก่อนติดลบ ทำให้บริษัทเชื่อว่าความต้องการซื้อโครงการแนวราบยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการทาวน์เฮาส์ ซึ่งแตกต่างจากภาพรวมของคอนโดมิเนียมที่ปีก่อนจำนวนการเปิดตัวคอนโดมิเนียมเป็นบวก แต่ยอดขายติดลบ

 

“ในปี2561 นี้บริษัทฯจะให้ความสำคัญในการรุกตลาดทาวน์เฮาส์มากขึ้น จากที่ผ่านมาเน้นในสัดส่วน 3% แต่ในปีนี้เพิ่มสัดส่วนมาที่ 9% ระดับราคาที่ 2.01-4.0 ล้านบาท  ขณะที่บ้านเดี่ยว บ้านแฝด อยู่ในสัดส่วนที่ 68% ระดับราคาที่ต่ำกว่า 2.0%  และคอนโดมิเนียม สัดส่วน 23% ระดับราคาที่ 4.01-6.0 ล้านบาท ”นายนพร กล่าว

 

นอกจากนี้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์  2561 บริษัทได้เตรียมเซ็นสัญญาเช่าที่ดินสวนชูวิทย์ บริเวณสุขุมวิทซอย 10 เนื้อที่ 6 ไร่ ของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ระยะเวลาในการเช่าพื้นที่อยู่ที่ 4+30 ปี  ในราคา 700,000 บาท/ตารางวา โดยบริษัทจะพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่าในรูปแบบอาคารสำนักงาน พื้นที่เช่า 20,000 ตารางเมตร และโรงแรมที่มีจำนวนห้องพักประมาณ 400 ห้อง และมีพื้นที่ค้าปลีกอีก 3,000 ตารางเมตร โดยใช้งบลงทุนอยู่ที่ 6,000 ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มลงทุนก่อสร้างในช่วงต้นปี 2562 และคาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 3 ปี และพร้อมเปิดให้บริการได้

 

ขณะเดียวกันบริษัทยังอยู่ระหว่างการเจรจาที่จะเช่าที่ดินเพิ่มอีก 1-2 แห่ง ในทำเลย่านใจกลางเมือง เพื่อพัฒนาเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่าในอนาคต คาดว่าจะได้ข้อสรุปการเช่าที่ดินแปลงใหม่ที่อยู่ระหว่างการเจรจาได้ภายในปี2561 นี้ ขณะที่โครงการเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ในประเทศสหรัฐฯอเมริกาที่ปัจจุบันมีอยู่ 5 อาคาร จำนวนห้องเช่ากว่า 1,000 ห้อง มูลค่ารวมกว่า 18,000 ล้านบาท

 

ด้านนายอดิศร ธนนันท์นราพูล กรรมการผู้จัดการ LH กล่าวว่า บริษัทยังอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสมในการขายโครงการออกไปเพื่อนำมาเงินมาลงทุนต่อ ซึ่งในปีนี้หลังจากมีการปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯส่งผลให้ภาษีนิติบุคคลลดลงเหลือ 21% จากเดิมที่ 35% เป็นผลบวกต่อโอกาสในการขายโครงการที่จะทำให้มีกำไรมากขึ้น เพราะมีอัตราภาษีที่ลดลง 14% ซึ่งหากบริษัทมีการขายโครงการในสหรัฐฯออกไปจะทำให้มีกำไรกลับเข้ามามากขึ้น

 

“การมองหาโครงการใหม่ในสหรัฐฯยังอยู่ระหว่างการศึกษา โดยในปีนี้เราจะเน้นการลงทุนในประเทศเป็นหลักมากกว่าการลงทุนในต่างประเทศ เพื่อสร้างฐานของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่าให้แข็งแกร่ง และมีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าปัจจุบันที่ 19% โดยในปี 2562 บริษัทคาดว่าจะมีรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่าเพิ่มเป็น 4,000 ล้านบาท จากปีนี้ที่ 3,700 ล้านบาท ซึ่งในปี 2561 บริษัทจะรับรู้รายได้ของโครงการเทอมินอล 21 พัทยา ได้เต็มปี จากปีนี้ที่โครงการเทอมินอล21 จะเปิดให้บริการในช่วงเดือนตุลาคมนี้”นายอดิศร กล่าว

 

ด้านการออกหุ้นกู้ของบริษัทในปีนี้มูลค่าไม่ต่ำกว่า 14,000 ล้านบาท จะแบ่งการออกหุ้นกู้เป็น 2 ช่วง ในไตรมาส 2/2561 และไตรมาส 4/2561 ซึ่งจะนำมาใช้ลงทุนและคืนหนี้เงินกู้สถาบันการเงิน โดยระยะเวลาของหุ้นกู้ที่จะออกใหม่มีอายุ 3 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่บริษัทมองว่ามีความต้องการซื้อของนักลงทุนมาก และอัตราดอกเบี้ยคาดว่าจะอยู่ไนช่วง 2.2-2.4% ต่อปี ส่วนมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) ของบริษัท ณ สิ้นปี 2561 อยู่ที่ 10,000 ล้านบาท ซึ่งจะมีการทยอยโอนในปี 2561-2562 และจะเป็นอีกปัจจัยที่สนับสนุนให้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายในปีนี้เป็นไปตามเป้าหมายที่ 33,000 ล้านบาท หรือเติบโต 19% จากปีก่อนและคาดว่าในปี 2561 บริษัทจะมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ที่ระดับใกล้เคียงกับปีก่อน โดยฐานะการเงินของบริษัท ณ สิ้นปี 2560 ยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยบริษัทและบริษัทย่อยมีหนี้เงินกู้สุทธิอยู่ที่  43,500 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนหนี้สินต่อทุนอยู่ที่ประมาณ 87% และมีต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยอยู่ที่ 2.35%

 

อย่างไรก็ตามในปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายในปี 2561 ตั้งไว้ที่ 31,000 ล้านบาท  และรายได้รวมที่ 36,700 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ 33,000 ล้านบาท และรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่าอีก 3,700 ล้านบาท พร้อมวางงบลงทุนรวมในปีนี้ไว้ที่ 13,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงบสำหรับซื้อที่ดินเพื่อรองรับการพัฒนาโครงการอยู่ที่ 7,000 ล้านบาท และงบสำหรับลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่าอีก 6,000 ล้านบาท